คำถาม-คำตอบ ที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฝังยาคุม

Last updated: 2021-10-12  |  127 จำนวนผู้เข้าชม  | 

คำถามที่พบบ่อย_ฝังยาคุม

       เนื่องจากการป้องกันการตั้งครรภ์แบบชั่วคราวสามารถทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น การฉีดยาคุม, การใส่ห่วง, การใส่ถุงยางอนามัย, การใช้แผ่นแปะ หรือการฝังยาคุม ซึ่งเป็นวิธีที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน หากคุณต้องการฝังยาคุมแต่ยังมีข้อสงสัย และยังไม่กล้าตัดสินใจว่าจะเลือกป้องกันการตั้งครรภ์ด้วยวิธีการนี้ดีหรือไม่ เรามี คำถาม คำตอบ ที่พบบ่อย เกี่ยวกับฝังยาคุม มาฝากให้นำไปเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ

 

ฝังยาคุมคืออะไร?

        ฝังยาคุม คือ วิธีหนึ่งที่จะช่วยให้คุณสามารถคุมกำเนิดได้อย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพสูง ช่วยลดอาการปวดประจำเดือนได้ อีกทั้งยังป้องกันการตั้งครรภ์ได้นานถึง 3-5 ปี วิธีนี้เป็นวิธีคุมกำเนิดที่ดีและมีประสิทธิภาพดีกว่าการคุมกำเนิดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันด้วยถุงยางอนามัย การรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด ยาคุมกำเนิดแบบฉุกเฉิน

 

ตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับการฝังยาคุม

1. ผลข้างเคียงของการฝังยาคุมกำเนิดมีอะไรบ้าง

       ผลข้างเคียงของการฝังยาคุมกำเนิด มักจะมีอาการคล้ายกับการใช้ยาคุมกำเนิดแบบทั่วไป คือ เจ็บคัดเต้านม มีอาการปวดศีรษะ เกิดสิว ฝ้า มีอารมณ์แปรปรวน ซึมเศร้า และในช่วงแรกของการฝังยาคุมอาจมีประจำเดือนมาแบบกะปริดกะปรอย และจะค่อยๆ หายไป ซึ่งแต่ละคนอาจมีประจำเดือนที่แตกต่างกัน เช่น บางคนมีมากขึ้น ถี่ขึ้นกว่าปกติ บางคนมาช้า มาเร็ว หรือบางคนประจำเดือนอาจไม่มาเลยก็ได้

 

2. ฝังยาคุมแล้วอ้วนไหม

       บางรายอาจมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งพบได้ค่อนข้างน้อย และยังไม่มีข้อมูลบ่งชี้ชัดเจน ว่าน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นเกิดจากการฝังยาคุมจริงหรือไม่ เพราะโดยส่วนใหญ่มักจะมีปัจจัยมาจากการกินอาหารที่ไม่เหมาะสมมากกว่า แต่ถ้ารู้สึกว่าน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น โดยไม่เกี่ยวการรับประทานอาหาร ควรปรึกษาแพทย์เพราะอาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น อาจเกิดจากภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำ เป็นต้น

 

3. ฝังยาคุมมีข้อห้ามอะไรไหม

        ผู้ที่สงสัยว่ากำลังตั้งครรภ์ไม่ควรฝังยาคุมกำเนิด หรือผู้ที่มีภาวะเลือดประจำเดือนผิดปกติ ผู้ที่เป็นมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์ต่างๆ เช่น มะเร็งเต้านม  โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการฝังยาคุมว่ามีผลกระทบต่อการรักษาโรค และการคุมกำเนิดหรือไม่

 

4. ประจำเดือนมาไม่ตรงเวลา ต้องฝังยาคุมตอนไหน

       หากประจำเดือนมาไม่ตรงเวลา หรือไม่ต้องการรอรอบประจำเดือน สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการฝังยาคุมได้เลย เพียงแต่หลังจากการฝังยาคุมจะต้องคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นควบคู่กันไปอีก 7 วัน เพื่อให้ยาคุมชนิดฝัง สามารถออกฤทธิ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพเสียก่อน

 

5. ประจำเดือนมา ฝังยาคุมได้ไหม

       โดยปกติแล้วเพื่อให้ยาคุมสามารถออกฤทธิ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด การฝังยาคุมกำเนิดที่เหมาะสมจะฝังระหว่างวันที่ 1-5 ของการประจำเดือนอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นหากประจำเดือนมา และอยู่ในช่วง 1- 5 วัน ของการประจำเดือน ย่อมฝังยาคุมได้อย่างแน่นอน

 

6. ฝังยาคุมแล้ว สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้เมื่อไร

       หากฝังยาคุมในช่วง 5 วันแรกของการมีประจำเดือน สามารถมีเพศสัมพันธ์เลย แต่ถ้าฝังยาคุมในวันอื่นๆ ของการมีรอบเดือน และต้องการมีเพศสัมพันธ์ก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่ต้องป้องกันการตั้งครรภ์ด้วยการคุมกำเนิดวิธีอื่นควบคู่กันไป เช่น การใช้ถุงยางอนามัย เป็นต้น

 

7. การฝังยาคุมกำเนิดสามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้กี่เปอร์เซ็นต์

       คำถามสุดท้ายที่หลายคนสงสัยก็คือการฝังยาคุมกำเนิดสามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้กี่เปอร์เซ็นต์ โดยหากเทียบกับการคุมกำเนิดแบบอื่นแล้วการฝังยาคุมนั้นถือว่ามีประสิทธิภาพมากที่สุดคือมีโอกาสตั้งครรภ์เพียง 0.05 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ในขณะที่การคุมกำเนิดแบบอื่นมีโอกาสตั้งครรภ์มากกว่าคือ ใส่ห่วงคุมกำเนิด 0.2%, ยาฉีดคุมกำเนิด 0.2%, ยาเม็ดคุมกำเนิด 0.3%, สวมถุงยางอนามัย 2%, ยาคุมฉุกเฉิน 15-20% และ หลั่งภายนอก 27%

 

       คำถามเหล่านี้เป็นคำถามยอดฮิตที่สาวๆ ส่วนใหญ่มักจะเกิดความสงสัยอยู่เสมอ ซึ่งการฝังยาคุมยังมีรายละเอียดอื่นๆ อีกมากมาย หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมนอกเหนือจากคำถามเหล่านี้สามารถขอคำปรึกษาได้ที่อินทัชเมดิแคร์คลินิกเวชกรรมทุกสาขา โดยค้นหาจากคลินิกใกล้ฉัน ใน Google หรือติดต่อผ่านช่องทางบนหน้าเว็บไซต์ เรามีแพทย์เฉพาะทางที่สามารถให้คำแนะนำด้านสุขภาพ เพื่อให้คุณมั่นใจ และวางแผนการคุมกำเนิดได้ปลอดภัยมากที่สุด

 

ฝังยาคุมและถอดยาคุมกำเนิด

 


 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
  Hot Line 081-562-7722 กดโทรออก
   ติดต่อ สอบถาม  
  @qns9056c
  อินทัชเมดิแคร์คลินิกเวชกรรม