ยาเป็ป HIV PEP (Post-Exposure Prophylaxis)

ยาเป็ป

ยาเป็ป ยาต้านเอชไอวีฉุกเฉิน ที่หลายๆคนอาจจะยังไม่รู้จักกันมากเท่าไรนัก เนื่องจากเป็นยาที่ต้องทำการสั่งจ่ายโดยแพทย์และสถานพยาบาลเท่านั้น ไม่สามารถหาซื้อกินเองได้ตามร้านขายยาทั่วไป ดังนั้น ก่อนที่จะได้รับยาต้านเชื้อชนิดนี้ ต้องมีการซักประวัติ และตรวจอย่างละเอียดโดยแพทย์ พร้อมทั้งคำแนะนำในการกินยาที่ถูกต้อง เราไปดูกันเลยว่าการกินยาเป็ปต้องทำอย่างไร ผลข้างเคียงของยาเป็นอย่างไรบ้าง ส่งผลอันตรายกับร่างกายมากน้อยแค่ไหน อินทัชเมดิแคร์มีคำตอบให้คุณค่ะ

 

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับยาเป็ป (HIV PEP)


ยาเป็ป คืออะไร

HIV PEP (Post-Exposure Prophylaxis) คืออะไร

HIV PEP (Post-Exposure Prophylaxis) หรือเรียกว่า ยาเป็ป  เป็นการให้ยาต้าน HIV ฉุกเฉิน หลังจากที่พึ่งมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัส HIV โดยกินยานาน 28 วัน

 

การสัมผัสเชื้อ HIV ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ เนื่องจากเชื้อไวรัส HIV สามารถแบ่งตัวได้เร็วมากภายใน 24-36 ชั่วโมง จึงต้องได้รับยาเร็วที่สุดหลังเกิดเหตุการณ์เสี่ยง และช้าสุดไม่เกินภายใน 72 ชั่วโมง

 

สูตรยาเป็ป ที่แนะนำ ประกอบด้วยยา 3 ตัวรวมในเม็ดเดียว ได้แก่ Tenofovir (TDF) 300 mg  Emtricicabine (FTC) 200 mg และ dolutegravir (DTG) 50 mg นอกจากนี้ยังมีสูตรยาอื่นๆอีกซึ่งแพทย์จะปรับยาตามเงื่อนไขของผู้รับบริการแต่ละราย 


ยาเป็ปป้องกันการติดเชื้อไวรัส HIV ได้ดีแค่ไหน

ยาเป็ปได้รับการยืนยันแล้วว่าสามารถป้องกันการการติดเชื้อได้อย่างน้อย 80%  แต่เนื่องจากยาเป็ปเป็นยาป้องกันฉุกเฉินหลังจากเสี่ยงได้รับเชื้อมาแล้ว ประสิทธิภาพของยาจึงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งระยะเวลาเริ่มยายิ่งเริ่มเร็วก็จะป้องกันได้ดีกว่า ลักษณะและระยะเวลาของการได้รับเชื้อ ปริมาณเชื้อในผู้ติดเชื้อหากมีเชื้อมากประสิทธิภาพก็จะน้อยลง เป็นต้น 

 

" ดังนั้น ควรใช้ยาเป็ป เมื่อฉุกเฉินเท่านั้น หากเสี่ยงบ่อยแนะนำให้กินยาเพร็พ (ป้องกันก่อนเสี่ยง) ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงจะดีกว่า "


ใครที่ควรกินยาเป็ป

ใครควรกินยาเป็ปบ้าง

ผู้ที่ไม่ติดเชื้อ HIV หรือไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อหรือไม่ และผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ดังนี้

  • มีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่เป็น HIVหรือไม่ทราบว่าเป็น HIV หรือไม่ แล้วไม่ได้ใส่ถุงยางอนามัย หรือถุงยางอนามัยฉีกขาด

  • ใช้เข็มฉีดยาร่วมกันกับผู้อื่น

  • ถูกล่วงละเมิดทางเพศ

  • สัมผัสสารคัดหลั่งที่ทำให้ติดเชื้อได้ โดยโดนผิวหนังที่มีแผลเปิด และสัมผัสเชื้อมาไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนมารับยาเป็บ

  • หากไม่มั่นใจว่าการสัมผัสนั้นทำให้ติดเชื้อได้หรือไม่ สามารถปรึกษาแพทย์ก่อนได้โดยเร็วที่สุด


การสัมผัสสารคัดหลั่งใดบ้างที่ทำให้ติดเชื้อได้

  • เลือด น้ำอสุจิ น้ำในช่องคลอด น้ำคร่ำ และหนอง โดยสัมผัสทางเพศสัมพันธ์ หรือโดนผิวหนังที่มีแผลเปิด

  • ส่วนน้ำมูก น้ำลาย น้ำตา เหงื่อ เสมหะ อาเจียน อุจจาระและปัสสาวะ หากไม่ปนเปื้อนเลือดไม่สามารถทำให้ติดเชื้อได้


อาการข้างเคียงของยาเป็ป

ยาเป็ปอันตรายมั้ย อาการข้างเคียงของยาเป็ปมีอะไรบ้าง

ยาเป็ป  มีความปลอดภัยมาก หากผู้รับบริการกินยาอย่างถูกต้อง และอยู่ในการดูแลของแพทย์ 

ผลข้างเคียงของยาเป็ปรุ่นใหม่ไม่รุนแรงเท่ายาในอดีตแล้ว อาการที่เป็นได้เช่น คลื่นไส้ อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ ถ่ายเหลว และมักจะเป็นเพียงช่วงแรกของการทานยาและอาการจะค่อยๆดีขึ้นได้เอง แต่หากอาการรุนแรงมากสามารถแจ้งแพทย์ผู้ดูแลเพื่อให้การรักษาและตรวจเพิ่มเติม

และการกินยาเป็ป กินเพียง 28 วัน จึงไม่ต้องกังวลถึงผลข้างเคียงระยะยาว


ก่อนเริ่มยาเป็ปต้องทำอย่างไรบ้าง

เบื้องต้นผู้รับบริการต้องทำการปรึกษาแพทย์เพื่อสอบถามประวัติ โรคประจำตัว และข้อมูลอื่นๆและต้องทำการตรวจเลือดหาเชื้อไวรัส HIV , ค่าไตและค่าตับ ก่อนกินยาทุกราย  และตรวจการตั้งครรภ์ในรายที่มีโอกาสตั้งครรภ์ได้  แนะนำตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น เช่น การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี และตับอักเสบซี ซิฟิลิส หนองใน ร่วมด้วยเพื่อรักษา

 

กินยาเป็ปต้องกินอย่างไร กินนานแค่ไหน

เริ่มกินยาเป็ป 1 เม็ดเร็วที่สุดหลังสัมผัสเชื้อ (1-2 ชั่วโมง) ช้าสุดไม่เกิน 72 ชั่วโมง และทานต่อเนื่องวันละ 1 เม็ดใกล้เคียงเวลาเดิมเป็นเวลา 28 วัน หรือ 4 สัปดาห์


ขั้นตอนการให้ยาเป็ป

 

ระหว่างกินยาเป็ปต้องทำอย่างไรบ้าง 

ในระหว่างกินยาเป็ป ผู้รับบริการควรงดบริจาคเลือด และใส่ถุงยางอนามัยเวลามีเพศสัมพันธ์ทุกครั้ง หากเกิดความเสี่ยงขึ้นระหว่างทานยาให้ทานยาต่อเนื่องไปก่อนแล้วแจ้งแพทย์ เพื่อปรับเพิ่มระยะเวลาทานยาให้นานขึ้นในบางราย

แนะนำผู้รับบริการสังเกตอาการของการติดเชื้อระยะแรก เช่น ไข้ต่ำๆ ปวดเมื่อยตามตัว ปวดศีรษะ ผื่นขึ้น อ่อนเพลียน้ำหนักลด เป็นต้น เนื่องจากการติดเชื้อระยะแรกอาจจะยังตรวจไม่พบเชื้อได้ หากมีอาการต้องแจ้งแพทย์เสมอเพื่อวางแผนการติดตามให้เหมาะสมในแต่ละบุคคล

 

 ตรวจเลือดหลังรับยาเป็ป

หลังกินยาเป็ปครบ 28 วันแล้ว ต้องทำอย่างไรต่อบ้าง

แพทย์จะมีการนัดตรวจติดตามหลังกินยาเป็ป  ที่ 1 และ 3 เดือนหลังกินยา เพื่อตรวจเลือดหาเชื้อไวรัส HIV ให้มั่นใจว่าไม่มีการติดเชื้อ และติดตามอาการข้างเคียงที่เกิดได้จากการกินยาเป็ป

ซึ่งการนัดตรวจหลังกินยาเป็ป  มีความสำคัญอย่างมาก ผู้รับบริการควรมาติดตามผลเลือดอย่างสม่ำเสมอ และประเมินความเสี่ยงต่อ หากยังมีแนวโน้มมีพฤติกรรมเสี่ยง แพทย์จะแนะนำให้ผู้รับบริการกินยาเพร็พต่อเพื่อป้องกันการติดเชื้อได้ดียิ่งขึ้น


หากตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรสามารถกินยาเป็ปได้หรือไม่

หญิงตั้งครรภ์สามารถกินยาเป็ปได้เพื่อป้องกันการติดเชื้อ และตัวยาไม่มีผลอันตรายต่อทารกในครรภ์ แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทาง

 

หากสัมผัสเชื้อมาเกิน 72 ชั่วโมงสามารถกินยาเป็ปได้หรือไม่

สามารถกินยาเป็ปได้ แต่ผู้รับบริการต้องปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลก่อนเพื่อวางแผนแนวทางการกินยาเป็ปร่วมกัน และแพทย์จะพิจารณาการกินยาเป็ปเป็นรายๆไป

 

หากกินยาเป็ปบ่อยๆ อันตรายหรือไม่

ไม่มีความอันตราย แต่เป็นการแสดงถึงแนวโน้มว่าผู้รับบริการมีความเสี่ยงสูง จึงแนะนำให้ทานยาเพร็พจะป้องกันได้ดีกว่า

 

สามารถหยุดกินยาเป็ปก่อน 28 วันได้หรือไม่

ได้ กรณีที่มั่นใจว่าคู่นอนตรวจไม่พบการติดเชื้อ HIV และไม่มีความเสี่ยงเพิ่มอีก ทั้งตัวผู้รับบริการและคู่นอน แต่ต้องรับการปรึกษาจากแพทย์ก่อนหยุดยาทุกครั้ง และแนะนำให้กินยาเป็ปครบ 28 วันจะปลอดภัยกว่า

 

สามารถรับยาเป็ปได้ที่ไหนบ้าง

ยาเป็ป  เป็นยาที่ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์ผู้มีใบประกอบโรคศิลป์เท่านั้น จึงสามารถติดต่อรับยาเป็ป ได้ที่แผนกฉุกเฉินโรงพยาบาล และคลินิกที่มียาเป็ปบริการหลังการเสี่ยงติดเชื้อให้เร็วที่สุด 


เอกสารอ้างอิง


สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

  Hot Line 081-562-7722 กดโทรออก

สนใจทักแชท

  @qns9056c

  อินทัชเมดิแคร์คลินิกเวชกรรม


เรียบเรียงโดย แพทย์หญิงณัฐวดี ศรีบริสุทธิ์

  แก้ไขล่าสุด : 21/12/2022

free web counter
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้