หูดหงอนไก่ (Condyloma Acuminata) คือ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส HPV (ส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ 6 และ 11) ทำให้เกิดติ่งเนื้อขรุขระคล้ายดอกกะหล่ำหรือหงอนไก่บริเวณอวัยวะเพศหรือทวารหนัก สามารถติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน หรือการสัมผัสแนบชิดกับผู้ติดเชื้อ แม้จะไม่มีการสอดใส่ก็ตาม
เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับหูดหงอนไก่
- หูดหงอนไก่คืออะไร
- สาเหตุที่ทำให้เกิดหูดหงอนไก่
- อาการหูดหงอนไก่ เริ่มแรกเป็นอย่างไร

- อาการของหูดหงอนไก่
- หูดหงอนไก่ติดต่อจากอะไร
- บริเวณที่มักพบหูดหงอนไก่
- ผลข้างเคียงที่เกิดจากหูดหงอนไก่
- แพทย์วินิจฉัยโรคหูดหงอนไก่ได้อย่างไร
- ข้อควรปฏิบัติเมื่อเป็นหูดหงอนไก่
- วิธีการรักษาหูดหงอนไก่
- การป้องกันให้ปลอดภัยจากหูดหงอนไก่
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ “หูดหงอนไก่” (Q&A)
หูดหงอนไก่คืออะไร
หูดหงอนไก่ (Genital warts, Condyloma acuminata) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เกิดจากการติดเชื้อ HPV มีลักษณะเป็นตุ่มหรือแผ่นนูน นิ่มๆ คล้ายดอกกะหล่ำ สีชมพูหรือสีเดียวกับผิวหนัง ยื่นออกมาบริเวณอวัยวะเพศ หรือบริเวณใกล้เคียง อาจรู้จักในอีกชื่อ คือ หูดอวัยวะเพศ
สาเหตุที่ทำให้เกิดหูดหงอนไก่
- เกิดจากการติดเชื้อ HPV (Human Papillomavirus)
- เชื้อไวรัสติดต่อผ่านทางการสัมผัสโดยตรงกับผิวหนังหรือเยื่อบุที่ติดเชื้อ
- เชื้อไวรัสจะเข้าผ่านทางรอยถลอกขนาดเล็ก (microabrasion) จึงมักติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ โดยที่ถุงยางไม่สามารถป้องกันการแพร่เชื้อได้ทั้งหมด
- ผู้แพร่เชื้อไม่จำเป็นต้องมีรอยโรค (แต่ในคนที่มีรอยโรคจะมีโอกาสแพร่เชื้อได้มากกว่าเนื่องจากมีปริมาณไวรัสสูงกว่า)
- ระยะฟักตัวของเชื้อประมาณ 3 สัปดาห์ถึง 8 เดือน (เฉลี่ย 2.9 เดือน)
เชื้อ HPV คืออะไร?
- ไวรัสชนิดนี้ปัจจุบันพบว่ามีมากกว่า 200 สายพันธุ์ และกว่า 40 สายพันธุ์สามารถติดต่อได้ทางการมีเพศสัมพันธ์
- ร้อยละ 90 ของโรคหูดหงอนไก่ เกิดจากเชื้อ HPV สายพันธุ์ 6 และ 11 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็ง อย่างไรก็ตาม เชื้อชนิดนี้มีบางสายพันธุ์ที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งปากมดลูกได้
HPV แบ่งตามความสามารถในการก่อมะเร็งออกเป็น
- สายพันธุ์ที่เสี่ยงสูงต่อการเกิดมะเร็ง (Oncogenic หรือ high risk HPV types) ได้แก่ สายพันธุ์ 16, 18, 31, 33, 35, 39, 41-45, 51, 52, 56, 59
- สายพันธุ์ที่ไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็ง (Nononcogenic หรือ low risk HPV types) ได้แก่ สายพันธุ์ 6, 11, 42, 43, 44
อาการหูดหงอนไก่ เริ่มแรกเป็นอย่างไร
- มีติ่งเนื้อหรือตุ่มนูนสีชมพู สีเนื้อ หรือสีเทา บริเวณอวัยวะเพศ
- รอยโรคมีลักษณะขรุขระคล้ายหงอนไก่หรือดอกกะหล่ำ
- อาจมีอาการคัน แสบร้อน หรือระคายเคือง
- บางรายอาจมีเลือดออกขณะมีเพศสัมพันธ์
อาการของหูดหงอนไก่
- หูดหงอนไก่เป็นตุ่มหรือแผ่นนูน นิ่มๆ คล้ายดอกกะหล่ำ สีชมพูหรือสีเดียวกับผิวหนัง ยื่นออกมาบริเวณอวัยวะเพศและบริเวณใกล้เคียง
- ตำแหน่งที่พบบ่อย (อาจพบได้หลายตำแหน่งพร้อมๆกัน) รอบปากช่องคลอด, ใต้หนังหุ้มปลายองคชาติ ,บริเวณลำองคชาติที่ขลิบแล้ว ,ปากมดลูก ,ช่องคลอด ,ท่อปัสสาวะ ,ฝีเย็บ ,รอบทวารหนัก ,รูทวารหนัก ,อัณฑะ
- ส่วนใหญ่ ไม่มีอาการร่วมอื่นๆ * ทั้งนี้ขึ้นกับขนาดของรอยโรค หากมีขนาดใหญ่มากอาจทำให้เกิดอาการคัน ระคายเคือง อุดกลั้นท่อปัสสาวะ หรือช่องคลอดได้ รวมไปถึงอาจทำให้เกิดการแผลและติดเชื้อบริเวณเนื้อเยื่อหูดได้
หูดหงอนไก่ ติดต่อจากอะไร
- การมีเพศสัมพันธ์: ทั้งทางการสอดใส่ทางช่องคลอด ทวารหนัก และการทำออรัลเซ็กส์ (ทางปาก) กับผู้ที่มีเชื้อ
- การสัมผัสแนบชิดทางผิวหนัง (Skin-to-skin contact): การเสียดสีของผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศ ขาหนีบ หรือปากทวารหนัก แม้จะไม่มีการสอดใส่หรือหลั่งน้ำอสุจิก็สามารถติดเชื้อได้
- การใช้อุปกรณ์ทางเพศ (Sex Toys) ร่วมกัน: โดยไม่ได้ทำความสะอาดอย่างถูกวิธี หรือไม่ได้สวมถุงยางอนามัยป้องกันชิ้นใหม่ก่อนใช้งาน
- จากแม่สู่ลูก: ทารกมีโอกาสติดเชื้อจากมารดาระหว่างการคลอดด้วยวิธีธรรมชาติ (พบได้น้อย แต่สามารถเกิดขึ้นได้จนทำให้เด็กมีหูดในทางเดินหายใจ)
บริเวณที่มักพบหูดหงอนไก่
- อวัยวะเพศภายนอก: บริเวณองคชาต ถุงอัณฑะ แคมใหญ่ แคมเล็ก ปากช่องคลอด และบริเวณฝีเย็บ
- อวัยวะเพศภายใน: ลึกเข้าไปในผนังช่องคลอด และปากมดลูก
- ท่อปัสสาวะ: บริเวณปากท่อปัสสาวะ
- ทวารหนัก: ทั้งรอบๆ ปากทวารหนัก และลึกเข้าไปภายในทวารหนัก
- ขาหนีบ: บริเวณรอยพับขาหนีบที่มีการอับชื้นและเสียดสี
- ช่องปากและลำคอ: ริมฝีปาก ภายในช่องปากและลำคอ (มักเกิดจากการติดเชื้อผ่านออรัลเซ็กส์)
ผลข้างเคียงที่เกิดจากหูดหงอนไก่
แพทย์วินิจฉัยโรคหูดหงอนไก่ได้อย่างไร
- หูดหงอนไก่สามารถวินิจฉัยได้ทันทีจากลักษณะรอยโรค
- การตรวจยืนยันโดยการตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยาจะพิจารณาทำในรายที่รอยโรคมีลักษณะที่ไม่จำเพาะต่อหูด เช่น มีสีเข้มผิดปกติ, แข็ง, ติดแน่นกับเนื้อเยื่อด้านล่าง, ไม่ตอบสนองต่อการรักษาตามมาตรฐาน ต้องการแยกจากแผลมะเร็งอื่นๆ
ข้อควรปฏิบัติเมื่อเป็นหูดหงอนไก่
- แจ้งให้คู่นอนทราบเพื่อตรวจสังเกตอาการจากการได้รับเชื้อ HPV *ทั้งนี้คู่นอนอาจไม่มีรอยโรค หรืออาการใดๆก็ได้
- ผู้ป่วยและคู่นอน ควรตรวจคัดกรองการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ร่วมด้วย
- พบแพทย์ เพื่อตรวจรักษาหูดหงอนไก่ ตามความเหมาะสม
- ดูแลตนเองเมื่อเป็นหูดหงอนไก่ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรคให้กับผู้อื่น
วิธีการรักษาหูดหงอนไก่
- ในรายที่มีรอยโรคขนาดเล็กหรือไม่มีอาการ อาจพิจารณาตรวจติดตาม หากยังไม่หายภายใน 1 ปี จึงเริ่มการรักษา
- การรักษามีทั้งการรักษาด้วยยาและการรักษาด้วยการผ่าตัด
- อัตราการหายของหูด 35-100% ภายใน 3-15 สัปดาห์
- ผู้ป่วยประมาณ 20-30% จะกลับเป็นซ้ำ (ในตำแหน่งเดิมหรือตำแหน่งใหม่) ภายใน 2-3 สัปดาห์
- การรักษาหูดอวัยวะเพศไม่ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งในอนาคต ผู้ป่วยจำเป็นต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการรักษา ตรวจติดตามและเฝ้าระวังอย่างสม่ำเสมอ อาจจะต้องใช้เวลานาน
- การเลือกวิธีการรักษา ขึ้นกับขนาด จำนวน ตำแหน่งของรอยโรค และผลข้างเคียงของการรักษา
การรักษาโดยแพทย์
- การใช้กรด 80-90% Trichloroacetic acid (TCA) จี้บริเวณรอยโรค
- จี้ไฟฟ้า
- จี้เย็นด้วยไนโตรเจนเหลว
- การรักษาด้วยการจี้/ผ่าตัด มีโอกาสสำเร็จมากกว่า แต่อัตราการกลับมาเป็นซ้ำ พอๆกัน โดยมีผลข้างเคียงที่พึงระวัง ได้แก่ สีผิวเข้มขึ้นหรือจางลงอย่างถาวร หรือมีแผลเป็นยุบหรือนูน บริเวณรอยโรคได้
การป้องกันให้ปลอดภัยจากหูดหงอนไก่
- การมีคู่นอนคนเดียว หรือให้น้อยที่สุด
- ถุงยางอนามัยไม่สามารถยับยั้งการแพร่เชื้อ HPV ได้ทั้งหมด เพราะเชื้อสามารถกระจายอยู่ได้ทั่วไป บริเวณฝีเย็บ หัวหน่าว รอบทวารหนักเป็นต้น (ทั้งนี้การสวมใส่ถุงยางอนามัยช่วยลดโอกาสการติดต่อได้มากกว่าการไม่สวมใส่ นอกจากนั้นยังช่วยลดการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ได้แก่ เชื้อ HIV หนองในแท้ หนองในเทียม และโรคเริม ได้อีกด้วย)
- การขลิบอวัยวะเพศชาย (Male circumcision) ช่วยลดโอกาสการสะสมของเชื้อ HPV ได้
- การฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HPV (HPV vaccine)
- การฉีดวัคซีนจะต้องฉีด 3 เข็ม และควรฉีดก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์ สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9-26 ปี
- ฉีดได้ทั้งเพศชาย และหญิง
- ห้ามฉีดวัคซีนในหญิงตั้งครรภ์
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ “หูดหงอนไก่” (Q&A)
หูดหงอนไก่ รักษาหายขาดไหม กลับมาเป็นซ้ำได้หรือเปล่า?
คำตอบ: ตัว “ติ่งเนื้อหูด” สามารถรักษาให้หลุดและหายสนิทได้ ไม่ว่าจะด้วยการทายา จี้ยา หรือจี้เย็น แต่ “เชื้อไวรัส HPV” ที่เป็นต้นเหตุอาจจะยังแฝงตัวอยู่ในร่างกายของเรา ดังนั้นหากช่วงไหนที่ร่างกายอ่อนแอ พักผ่อนน้อย หรือภูมิคุ้มกันตก หูดหงอนไก่ก็มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้
เป็นหูดหงอนไก่ ซื้อยาทาเองได้ไหม?
คำตอบ: ไม่แนะนำให้ซื้อยาทาเองเด็ดขาดค่ะ เพราะยาทาหูดทั่วไปตามร้านขายยา มักเป็นยาสำหรับทาหูดตามมือหรือเท้าที่มีความเข้มข้นของกรดสูง หากนำมาทาบริเวณอวัยวะเพศที่ผิวบอบบางมาก จะทำให้ผิวหนังไหม้ เป็นแผลเหวอะหวะ และอักเสบรุนแรงได้ ควรมาพบแพทย์เพื่อรับยาทาเฉพาะที่สำหรับอวัยวะเพศโดยตรงค่ะ
ไม่เคยสอดใส่ หรือ ไม่ได้มีเพศสัมพันธ์ เป็นหูดหงอนไก่ได้ไหม?
คำตอบ: สามารถติดได้ค่ะ! เพราะเชื้อ HPV ติดต่อผ่าน “การสัมผัสแนบชิดทางผิวหนัง (Skin-to-Skin Contact)” บริเวณอวัยวะเพศ ดังนั้นแม้จะไม่ได้มีการสอดใส่ แต่หากมีการเสียดสี สัมผัสภายนอก หรือทำออรัลเซ็กส์ (Oral sex) กับผู้ที่มีเชื้อ ก็สามารถติดหูดหงอนไก่ได้เช่นกันค่ะ
เป็นหูดหงอนไก่แล้ว ฉีดวัคซีน HPV ได้ไหม ช่วยให้หายเร็วขึ้นไหม?
คำตอบ: สามารถฉีดได้และควรฉีดค่ะ! แต่ต้องอธิบายก่อนว่า วัคซีนไม่ได้ช่วยรักษาหูดที่เป็นอยู่ให้หายเร็วขึ้น แต่การฉีดวัคซีน HPV แบบ 4 สายพันธุ์ หรือ 9 สายพันธุ์ จะช่วย “ป้องกัน” เชื้อ HPV สายพันธุ์อันตรายอื่นๆ (ที่ก่อมะเร็งปากมดลูกหรือทวารหนัก) ที่เราอาจจะยังไม่เคยติดมาก่อนได้
คนท้องเป็นหูดหงอนไก่อันตรายกับลูกไหม คลอดธรรมชาติได้หรือเปล่า?
คำตอบ: ช่วงตั้งครรภ์ฮอร์โมนจะเปลี่ยน ทำให้หูดหงอนไก่มักจะโตและลุกลามเร็วกว่าปกติค่ะ หากปล่อยไว้อาจทำให้ช่องคลอดขยายตัวได้ไม่ดีตอนคลอด และมีความเสี่ยง(แม้น้อย)ที่ทารกจะติดเชื้อระหว่างคลอดธรรมชาติจนเกิดหูดที่ทางเดินหายใจเด็กได้ ดังนั้นคุณหมออาจพิจารณารักษาให้หูดเล็กลง หรือในบางเคสอาจแนะนำให้ “ผ่าคลอด” เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของลูกน้อยค่ะ
เอกสารอ้างอิง
- หูดอวัยวะเพศ (Anogenital wart), พญ. ปวีณา พังสุวรรณ, คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- หูดหงอนไก่…ไม่ถึงตายแต่ทำลายความมั่นใจ, อ.พญ.เจนจิต ฉายะจินดา, ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา, คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
บทความที่น่าสนใจ
- โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มีโรคอะไรบ้าง?
- การดูแลตนเองเมื่อเป็นหูดหงอนไก่
- รูปภาพหูดหงอนไก่ ผู้หญิงและผู้ชาย
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
นายแพทย์จิตรทิวัส อำนวยผล
แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป
แก้ไขล่าสุด : 23/09/2026 (ปรับปรุงหน้าเว็บไซต์แล้ว)
อนุญาตให้ใช้งานภาพโดยไม่ต้องขออนุญาต เฉพาะในเชิงให้ความรู้ หรือเพื่อการศึกษาเท่านั้น โดยต้องให้เครดิตหรือแสดงแหล่งที่มาของ intouchmedicare.com

EN
MM