ฝังยาคุมและถอดยาคุมกำเนิด
 
 
 
ยาฝังคุมกำเนิด (Contraceptive Implant) 
คือ วิธีคุมกำเนิดแบบชั่วคราวที่มีประสิทธิภาพสูง โดยใช้หลอดยาขนาดเล็กฝังเข้าไปใต้ผิวหนังบริเวณใต้ท้องแขนของแขนท่อนบน ซึ่งภายในแท่งหรือหลอดจะบรรจุฮอร์โมนโปรเจสติน (Progestin) เอาไว้ เมื่อฝังเอาไว้เรียบร้อยก็จะค่อย ๆ ปล่อยฮอร์โมนชนิดนี้เข้าสู่ร่างกาย ซึ่งจะช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ได้เป็นเวลา 3-5 ปี แล้วแต่ชนิดของยา
 
 ผลกระทบจากการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์
  • ผลกระทบด้านสุขภาพ ส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากภาวะครรภ์เป็นพิษ โลหิตจาง ภาวะตกเลือดหลังคลอด เยื่อบุมดลูกอักเสบ ตลอดจนการเสียชีวิตจากการคลอดบุตร อาการแทรกซ้อนจากการ ยุติการตั้งครรภ์ที่ไม่ปลอดภัย เป็นต้น
  • ผลกระทบด้านจิตใจ มีความเสี่ยงต่อภาวะความเครียดและโรคซึมเศร้าสูง เนื่องจากมักขาดการเตรียมตัวเพื่อมีภาระครอบครัว
  • ผลกระทบด้านการศึกษา เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการออกจากโรงเรียนกลางคันเพราะการตั้งครรภ์
  • ผลกระทบด้านครอบครัวและการดำรงชีพ เพื่อลดแรงเสียดทานจากสังคมที่ตีตรา ส่งผลต่อเนื่องให้ชีวิตครอบครัวของวัยรุ่นที่ไม่มีความพร้อมมักประสบปัญหาในการดำเนินชีวิต และการเลี้ยงดูบุตร

 

หมดห่วงหากฝังยาคุมกำเนิด
  • ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูงมาก ประมาณ 1/200 คน ที่เกิดอัตราล้มเหลว
  • เป็นวิธีที่มีความสะดวก ฝังครั้งเดียวสามารถคุมกำเนิดได้นาน 3-5 ปี
  • มีอาการข้างเคียงน้อย
  • สามารถเลิกใช้เมื่อใดก็ได้ เมื่อต้องการจะมีบุตรหรือเปลี่ยนเป็นใช้วิธีการคุมกำเนิดแบบอื่น
  • หลังจากถอดออกจะสามารถมีลูกได้เร็วกว่าการฉีดยาคุมกำเนิด 90% ตกไข่ใน 1 เดือน
  • ยาฝังคุมกำเนิดยังช่วยลดอาการปวดประจำเดือน ลดภาวะประจำเดือนมามาก

ฝังยาคุมดีกว่าฉีดยาคุมหรือกินยาคุมอย่างไร
  • เมื่อฝังยาคุมกำเนิดไปแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีอื่นในการป้องกันการตั้งครรภ์ ตลอดระยะเวลา 3 หรือ 5 ปี (ขึ้นอยู่กับชนิดของยา)
  • ไม่ต้องกังวลเรื่องการตั้งครรภ์ หรือปัญหาการลืมรับประทานยาคุมกำเนิด
  • หลังจากที่แท้งบุตร ทำแท้ง คลอดบุตร หรือระหว่างที่ให้นมบุตร สามารถฝังยาคุมกำเนิดได้ทันทีและไม่เป็นอันตราย
  • ยาฝังคุมกำเนิดไม่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน หรือการมีเพศสัมพันธ์
  • หากต้องการมีบุตรหรือต้องการหยุดใช้ ก็สามารถนำออกได้อย่างง่ายดาย นอกจากนั้นยังสามารถมีบุตรได้เร็วกว่าการฉีดยาคุม เนื่องจากฮอร์โมนกระจายออกในปริมาณน้อยและไม่มีการสะสมในร่างกาย
  • ไม่ต้องรับประทานยาคุมกำเนิดแบบเม็ดทุกวัน ซึ่งช่วยลดโอกาสในการลืมรับประทานยาได้
  • ในช่วงปีแรกที่ใช้ยาฝังคุมกำเนิด มีส่วนช่วยลดอาการปวดประจำเดือนและช่วยให้ผู้ที่ประจำเดือนมามากมีประจำเดือนลดลง
  • ใช้ได้กับผู้ที่ไม่สามารถใช้ยาคุมกำเนิดแบบเม็ดซึ่งมีเอสโทรเจน (Oestrogen) เป็นส่วนประกอบ
  • มีส่วนช่วยยับยั้งการติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน เพราะยาฝังคุมกำเนิดทำให้เมือกที่คอมดลูก (Cervix) ข้นขึ้น ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้แบคทีเรียเข้าไปสู่มดลูกได้
  • ใช้ได้ดีในผู้ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพราะไม่มีผลต่อการหลั่งของน้ำนม 

 

ข้อปฏิบัติหลังฝังยาคุม
  • ควรมาพบแพทย์ตามนัด 7 วัน เพื่อดูแผลที่ฝังยา และต่อไปปีละครั้งเพื่อติดตามผล
  • เมื่อครบกำหนด 3 ปี หรือ 5 ปี ต้องกลับมาคลินิกเพื่อเอายาหลอดเก่าออก และใส่หลอดใหม่เข้าไป

 

การถอดยาคุมกำเนิด
การถอดเข็มคุมกำเนิดขนิดฝัง สามารถทำได้เลยโดยไม่ต้องเตรียมตัว ไม่ต้องงดน้ำ และอาหาร เนื่องจากไม่ต้องดมยาสลบ ทำได้โดยวิธีการฉีดยาชาเฉพาะที่เท่านั้น

การดูแลหลังเอาเข็มคุมกำเนิดออก
  • ห้ามใช้แขนด้านที่ถอดยาคุมกำเนิดออกทางานยกของหนัก
  • ห้ามโดนน้ำ
  • โดยปกติถ้าไม่มีอาการปวดสามารถเอาผ้าก๊อสและพลาสเตอร์ปิดแผลออกได้หลัง 5-7 วัน หากมีอาการปวดบวมมากผิดปกติหรือเลือดออกมากควรพบแพทย์

*การคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้ต้องทำโดยแพทย์หรือพยาบาลผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ห้ามพยายามกระทำ หรือนำออกด้วยตัวเอง เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาได้

 

----------------------------------
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
  Hot Line 081-562-7722 กดโทรออก      
  @qns9056c
  อินทัชเมดิแคร์คลินิกเวชกรรม