ข้อมูลวัคซีนสำหรับผู้ใหญ่ที่ควรรู้
- วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่

- วัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า
- วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี

- วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ
- วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ-บี
- วัคซีนหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน MMR
- วัคซีนป้องกันโรคอีสุก-อีใส
- วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก
- วัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน (Tdap)
- วัคซีนโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส (IPD)
- วัคซีนไข้สมองอักเสบ (JE)
- วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก
- วัคซีนโควิด-19
- วัคซีนป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่น
ข้อควรรู้ก่อนรับวัคซีน
- หากไม่สบายเล็กน้อย เช่น น้ำไหล ไอ สามารถรับวัคชีนได้
- แต่หากมีไข้ ควรเลื่อนการรับวัคซีนออกไปก่อนจนกว่าจะหายดี
- หากเคยมีอาการข้างเคียงหลังจากได้รับวัคซีนครั้งก่อนควรแจ้งแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขก่อนรับวัคซีนครั้งต่อไป
- หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับวัคซีนควรปรึกษาแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
- หากไม่ได้มารับวัคซีนตามนัด สามารถรับวัคซีนต่อได้เลย ไม่ต้องเริ่มต้นใหม่
ข้อปฏิบัติหลังฉีดวัคซีน
- พักสังเกตอาการอย่างน้อย 30 นาที หลังได้รับวัคซีน ณ สถานพยาบาล หรือจุดรับบริการวัคซีน และสังเกตอาการต่อที่บ้านประบาณ 7 วัน
- หลังได้รับวัคซีนอาจมีอาการปวด บวม แดงบริเวณที่ฉีด ให้ประคบเย็นและหากมีไข้หรือปวดเมื่อยมากให้กินยาลดไข้ (พาราเซตามอล)
- หากมีอาการแพ้รุนแรงควรรีบพบแพทย์หรือโทร.1669
- หากมีอาการผิดปกติหรือมีอาการรุนแรง เช่น ชาครึ่งซีก แขนขาอ่อนแรง ปากเบี้ยว ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่และพบแพทย์ทันที
- เลี่ยงการใช้แขนข้างที่ฉีด ในการยกของหนัก
วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine)
ป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่และลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดอักเสบและการนอนโรงพยาบาล
ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุควรฉีดอย่างไร
- ฉีดปีละ 1 ครั้ง
- แนะนำเป็นพิเศษในผู้สูงอายุอายุ 65 ปีขึ้นไป ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
วัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า (Rabies Vaccine)
วัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าช่วยป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่รุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตเกือบ 100% หากมีอาการแล้ว จึงควรได้รับการป้องกันและรักษาอย่างถูกต้องหลังสัมผัสโรค
1. การฉีดวัคซีนก่อนสัมผัสโรค (Pre-Exposure Prophylaxis: PrEP)
เหมาะสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสัมผัสสัตว์เป็นประจำ เช่น สัตวแพทย์ เจ้าหน้าที่ควบคุมสัตว์ ผู้ดูแลสัตว์ หรือผู้ที่เดินทางไปพื้นที่เสี่ยง
กำหนดการฉีด
- ฉีด 2 เข็ม
- วันที่ 0 และวันที่ 7
2. การฉีดวัคซีนหลังสัมผัสโรค (Post-Exposure Prophylaxis: PEP)
สำหรับผู้ที่ถูกสุนัข แมว หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกัด ข่วน หรือเลียบริเวณแผล
กรณีไม่เคยได้รับวัคซีนพิษสุนัขบ้ามาก่อน
- ฉีด 4 เข็ม
- วันที่ 0, 3, 7 และ 14
- ในบางกรณีที่แผลเสี่ยงสูง อาจต้องได้รับ Rabies Immunoglobulin (RIG) ร่วมด้วย ตามดุลยพินิจของแพทย์
วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B Vaccine)
ป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งอาจนำไปสู่ตับแข็งและมะเร็งตับ ไวรัสตับอักเสบบีเป็นโรคที่ติดต่อทางเลือด เพศสัมพันธ์ สารคัดหลั่งที่ปนเปื้อนเลือดหรือจากแม่สู่ลูก จากสถิติพบว่าประมาณ 5% ของประชากรไทยมีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีแบบเรื้อรัง อาจไม่แสดงอาการแต่สามารถแพร่เชื้อไปสู่อื่นได้
ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุควรฉีดอย่างไร
- ผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนหรือไม่มีภูมิคุ้มกัน ควรฉีด 3 เข็ม
- กำหนดการทั่วไป: 0, 1 และ 6 เดือน
วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A Vaccine)
ป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบเอ ซึ่งติดต่อผ่านอาหารและน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ ทำให้เกิดอาการตับอักเสบ ถ้าอาการรุนแรงอาจถึงขั้นตับวาย และหากมีโรคตับแข็งหรือตับเรื้อรังอยู่เดิมอาจทำให้เสียชีวิตได้
ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุควรฉีดอย่างไร
- ฉีด 2 เข็ม
- ห่างกัน 6-12 เดือน
- เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อหรือไม่มีภูมิคุ้มกัน
วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ-บี (Hepatitis A+B Vaccine)
ป้องกันสองโรคในเข็มเดียวทั้งไวรัสตับอักเสบเอและบีพร้อมกัน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว ช่วยป้องกันไวรัสตับอักเสบชนิด A (ติดต่อทางอาหาร/น้ำ) และ B (ติดต่อทางเลือด/เพศสัมพันธ์) ลดความเสี่ยงตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับ
ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุควรฉีดอย่างไร
- ฉีด 3 เข็ม
- กำหนดการทั่วไป: 0, 1 และ 6 เดือน
- เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการป้องกันทั้งสองโรคพร้อมกัน
วัคซีนหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน (MMR Vaccine)
วัคซีน MMR ช่วยป้องกัน 3 โรคสำคัญ ได้แก่ โรคหัด (Measles) โรคคางทูม (Mumps) และโรคหัดเยอรมัน (Rubella) ซึ่งเป็นโรคติดต่อทางระบบทางเดินหายใจที่สามารถแพร่กระจายได้ง่าย โดยเฉพาะในสถานที่ที่มีคนอยู่รวมกันจำนวนมาก
ในผู้ใหญ่ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนหรือมีภูมิคุ้มกันไม่เพียงพอยังสามารถติดเชื้อได้ และอาจมีอาการรุนแรงกว่าที่พบในเด็ก เช่น ปอดอักเสบ สมองอักเสบ ภาวะมีบุตรยากจากโรคคางทูม หรือภาวะแทรกซ้อนในหญิงตั้งครรภ์
ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุควรฉีดอย่างไร
- ผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนหรือไม่เคยเป็นโรค อาจพิจารณาฉีด 1-2 เข็ม
- หญิงที่วางแผนตั้งครรภ์ควรได้รับวัคซีนก่อนการตั้งครรภ์
วัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส (Varicella Vaccine)
ป้องกันโรคอีสุกอีใสและช่วยลดความรุนแรงของโรค ประมาณ 90% ของประชากรไทยที่อายุมากกว่า 30 ปีพบว่ามีภูมิคุ้มกันต่อโรคอีสุกอีใส ดังนั้นกลุ่มที่เลี่ยงต่อการติดเชื้ออีสุกอีใส และควรได้รับการฉีดวัคซีนชนิดนี้คือกลุ่มผู้ที่อายุน้อยกว่า 30 ปีที่ไม่เคยเป็นอีสุกอีใส
ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุควรฉีดอย่างไร
- ผู้ที่ไม่เคยเป็นอีสุกอีใสและไม่เคยฉีดวัคซีน ควรฉีด 2 เข็ม
- ห่างกัน 4-8 สัปดาห์
วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (HPV Vaccine)
ป้องกันการติดเชื้อ HPV ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของมะเร็งปากมดลูก รวมถึงมะเร็งทวารหนักและหูดหงอนไก่
ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุควรฉีดอย่างไร
- เพศหญิง สามารถป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ สามารถรับวัคชีนได้จนถึงอายุ 45 ปี ผู้ใหญ่ที่มีอายุ 27-45 ปี
- เพศชาย แนะนำให้ฉีดในกลุ่มชายรักชายซึ่งมีโอกาสติดเชื้อ HPV สูง ซึ่งเชื่อ HPV นี้ เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งทวารหนักและมะเร็งองคชาต
- อายุ 15 ปีขึ้นไป ฉีด 3 เข็ม
- กำหนดการทั่วไป: 0, 1-2 และ 6 เดือน
วัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน (Tdap Vaccine)
ป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยัก และไอกรน ผู้ใหญ่ที่เกิดหลังปี 2520 อาจได้รับวัคชีนชนิดนี้แล้วตั้งแต่วัยเด็ก เนื่องจากวัคชีนนี้จะเริ่มให้เป็นขั้นพื้นฐานสำหรับทารกทุกคนตั้งแต่ปี 2520 แต่อย่างไรก็ตามภูมิคุ้มกันของทั้ง 3 โรคนี้จะลดลงเมื่อเวลาผ่านไป
ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุควรฉีดอย่างไร
- ควรได้รับอย่างน้อย 1 ครั้งในวัยผู้ใหญ่
- หลังจากนั้นกระตุ้นด้วย dT หรือ Tdap ทุก 10 ปี ฉีด 1 เข็ม
- หญิงตั้งครรภ์ควรได้รับ Tdap ทุกการตั้งครรภ์
วัคซีนโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส (Pneumococcal Vaccine / IPD)
ป้องกันโรคปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดจากเชื้อนิวโมคอคคัส
ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุควรฉีดอย่างไร
- อายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป แนะนำให้ฉีดวัดชีน PCV13 อาจพิจารณาตามด้วย PPSV23 (ห่างอย่างน้อย 1 ปี)
- *ถ้ามีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ได้รับการฟังประสาทหูเทียม (Cochlear Implants) หรือมีน้ำไขสันหลังรั่ว (Cerebrospinal Fluid Leaks) แนะนำให้ตามด้วย PPSV23 (ห่างอย่างน้อย 8 สัปดาห์)
- บุคคลที่เคยได้รับวัคซีนนี้ก่อนอายุ 65 ปี ควรได้รับการฉีดกระตุ้นอีก 1 เข็ม
วัคซีนไข้สมองอักเสบเจอี (JE Vaccine)
ป้องกันโรคไข้สมองอักเสบจากเชื้อไวรัสเจอี ซึ่งมียุงรำคาญเป็นพาหะ สำหรับผู้ที่ออกเดินทางท่องเที่ยว หรือ ต้องเดินทางไปในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค เป็นวัคชีนเสริม ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเพทย์
ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุควรฉีดอย่างไร
- ควรได้รับการฉีด 2 ครั้ง (ไม่เคยฉีดมาก่อน) ห่างกัน 3-12 เดือน
- เหมาะสำหรับผู้ที่อาศัยหรือเดินทางไปพื้นที่เสี่ยง
- ผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน อาจพิจารณาฉีดตามคำแนะนำของแพทย์
วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก (Dengue Vaccine)
ช่วยลดความเสี่ยงการป่วยและการนอนโรงพยาบาลจากโรคไข้เลือดออก
ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุควรฉีดอย่างไร
- ฉีดได้ในผู้มีอายุ 4-60 ปี ฉีด 2 เข็ม (ห่างกัน 3 เดือน)
- วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกบางยี่ห้อ ฉีดได้ทั้งในผู้ที่เคยและไม่เคยเป็นไข้เลือดออกมาก่อน โดยไม่จำเป็นต้องตรวจภูมิคุ้มกันก่อนฉีด
- วัคซีนบางยี่ห้อ จำเป็นต้องตรวจภูมิคุ้มกันก่อน และแนะนำให้ฉีดเฉพาะผู้ที่เคยติดเชื้อไข้เลือดออกมาก่อนเท่านั้น
วัคซีนโควิด-19 (COVID-19 Vaccine)
ช่วยลดความเสี่ยงการป่วยรุนแรง การนอนโรงพยาบาล และการเสียชีวิตจากโรคโควิด-19
ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุควรฉีดอย่างไร
- ผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัวควรได้รับวัคซีนกระตุ้นตามคำแนะนำล่าสุดของกระทรวงสาธารณสุข
- สามารถรับวัคซีนสายพันธุ์ที่มีการปรับปรุงให้เหมาะกับสายพันธุ์ที่กำลังระบาดในปัจจุบันได้
วัคซีนป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่น (Meningococcal Vaccine)
วัคซีนป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่นทำให้เกิด เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และ ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ได้อย่างรุนแรง เชื้อสามารถแพร่กระจายผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม การสัมผัสใกล้ชิด หรือการอยู่ร่วมกันในสถานที่แออัด เช่น หอพัก โรงเรียน ค่ายทหาร หรือการเดินทางไปพื้นที่ที่มีการระบาด
ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุควรฉีดอย่างไร
- ฉีด 2-3 เข็ม (กระตุ้น 1 เข็ม หลังจากฉีดครบ 1 ปี, กระตุ้นซ้ำ 2-3 ปี)
- แนะนำให้ฉีดก่อนเดินทาง 2 สัปดาห์
- สำหรับผู้ที่เคยฉีดวัคชีน Meningcoccal และผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง อาจฉีดซ้ำด้วยวัคชีนชนิดเดิม เมื่อครบ 5 ปี
เอกสารอ้างอิง
- กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข: คำแนะนำการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคตลอดช่วงชีวิต (Life-course Vaccination) สำหรับประชาชน
- สถาบันวัคซีนแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
อินทัชเมดิแคร์คลินิกเวชกรรม
คลินิกเวชกรรม
แก้ไขล่าสุด :12/06/2026
อนุญาตให้ใช้งานภาพโดยไม่ต้องขออนุญาต เฉพาะในเชิงให้ความรู้ หรือเพื่อการศึกษาเท่านั้น โดยต้องให้เครดิตหรือแสดงแหล่งที่มาของ intouchmedicare.com

