ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ หรือ UTI เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในผู้หญิง มักมีอาการปัสสาวะแสบ ขัด กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ หรือปัสสาวะถี่บ่อยผิดปกติ หากปล่อยไว้อาจลุกลาม
หัวข้อน่าสนใจเกี่ยวกับโรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ
- โรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะคืออะไร
- การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ เกิดจากอะไร

- อาการของการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
- ใครเสี่ยงติดเชื้อที่ทางเดินปัสสาวะบ้าง
- โรคนี้อันตรายไหม

- ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ หายเองได้ไหม
- ทางเดินปัสสาวะติดเชื้อ กี่วันหาย
- การวินิจฉัย
- วิธีการรักษา
- เมื่อไหร่ควรพบแพทย์

- วิธีป้องกันการติดเชื้อ และเมื่อมีอาการติดเชื้อ
โรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะคืออะไร
การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ (Urinary Tract Infection: UTI) คือการติดเชื้อแบคทีเรียที่ทางเดินปัสสาวะร่วมกับมีอาการอักเสบ
แต่ทั้งนี้การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะก็สามารถพบได้ในทุกเพศและทุกวัย
การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ เกิดจากอะไร
สาเหตุของการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ เกิดจากการติดเชื้อโดยกลุ่มเชื้อที่พบบ่อย ได้แก่
- เชื้ออีโคไล (Escherichia coli: E. coli)
เป็นเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ และเป็นสาเหตุหลักของ UTI มากกว่า 80% ของผู้ป่วย - เอนเทอโรคอคคัส (Enterococcus) และ เชื้อราแคนดิดา (Candida spp)
- เชื้อจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STD) เช่น หนองในเทียม (Chlamydia trachomatis), Mycoplasma และหนองในแท้ (Neisseria gonorrhoeae) อาจทำให้เกิดการอักเสบของท่อปัสสาวะ ซึ่งทำให้มีอาการปัสสาวะแสบขัดได้
อาการของการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ จะแบบเป็น 2 ชนิดคือ
การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะส่วนบน
เช่น การติดเชื้อที่ไต และกรวยไต (pyelonephritis) มักจะมีอาการรุนแรงกว่าการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง อาการที่พบบ่อย ได้แก่
- ไข้สูง หนาวสั่น
- ปวดเอวหรือปวดหลังด้านข้าง (บริเวณไต)
- คลื่นไส้ อาเจียน
- อ่อนเพลีย
- อาจมีอาการของการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะส่วนล่างร่วมด้วย
การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง
การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง เช่น กระเพาะปัสสาวะอักเสบ (cystitis) หรือ ท่อปัสสาวะอักเสบ (urethritis) อาการที่พบบ่อย ได้แก่
- ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ ปัสสาวะถี่
- ปัสสาวะแสบหรือปวดขณะปัสสาวะ
- ปัสสาวะขัด ออกทีละน้อย
- ปวดหน่วงบริเวณท้องน้อยหรือเหนือหัวหน่าว
- ปัสสาวะขุ่น มีกลิ่นผิดปกติ หรือมีเลือดปน
- บางรายอาจมีตกขาวผิดปกติ โดยเฉพาะหากเกี่ยวข้องกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
ใครเสี่ยงติดเชื้อที่ทางเดินปัสสาวะบ้าง
เป็นโรคที่พบบ่อย และสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่บางกลุ่มจะมีความเสี่ยงสูงกว่า โดยกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่
- ผู้หญิง
เนื่องจากท่อปัสสาวะสั้นและอยู่ใกล้ทวารหนัก ทำให้เชื้อแบคทีเรียเข้าถึงได้ง่าย - ผู้สูงอายุ ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง
- ผู้ที่กลั้นปัสสาวะบ่อย หรือดื่มน้ำน้อย
- หญิงตั้งครรภ์
- ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน, นิ่วในไต
- ผู้ที่ใส่สายสวนปัสสาวะ
- ผู้ชายที่ต่อมลูกหมากโต ซึ่งอาจทำให้ปัสสาวะออกไม่หมด
อ่านบทความ: ดื่มน้ำน้อย เสี่ยงติดเชื้อทางเดินปัสสาวะจริงไหม
โรคนี้อันตรายไหม
โดยทั่วไปการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ จะไม่ได้อันตรายมาก แต่หากได้รับการรักษาทันเวลา แต่ถ้าปล่อยไว้นานอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น
- การติดเชื้อที่ไต (Pyelonephritis) ซึ่งอันตรายกว่าและอาจทำให้ไตเสียหาย
- การติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด (Sepsis) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์
ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ หายเองได้ไหม
- ในบางกรณี โดยเฉพาะผู้หญิงสุขภาพดี ที่เป็น UTI ในระดับเบา อาจหายเองได้ภายใน 1-2 วัน หากดื่มน้ำมากๆ และดูแลตนเองดี
- แต่โดยทั่วไปควรพบแพทย์เพื่อรับยาปฏิชีวนะ เพื่อป้องกันการลุกลามและลดโอกาสเป็นซ้ำ
ทางเดินปัสสาวะติดเชื้อ กี่วันหาย
- ถ้าได้รับยาปฏิชีวนะอย่างถูกต้อง อาการมักจะดีขึ้นภายใน 1-3 วัน
- ผู้ป่วยอาจต้องกินยาต่อเนื่อง ประมาณ 5-7 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแพทย์วินิจฉัย
- ถ้าติดเชื้อที่ไต หรือมีภาวะแทรกซ้อน อาจต้องรักษานานถึง 10-14 วัน หรือมากกว่า
การวินิจฉัย
จะทำการส่งตรวจ โดยสิ่งที่ใช้ในการวินิจฉัย
- ตรวจปัสสาวะทั่วไป (Urinalysis) เพื่อดูปริมาณของเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง และเชื้อแบคทีเรีย
- การเพาะเชื้อปัสสาวะ (Urine culture) เพื่อตรวจหาชนิดของเชื้อและความไวต่อยาปฏิชีวนะ
- ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STD) หากมีภาวะเสี่ยงเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แพทย์อาจแนะนำให้ส่งตรวจเชื้อหนองในเทียม (Chlamydia), หนองในแท้ (Gonorrhea) ด้วยวิธี NAAT (nucleic acid amplification test) จากปัสสาวะ หรือสารคัดหลั่งในช่องคลอด
วิธีการรักษา
- การรักษาโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะโดยทั่วไป มักรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ เช่น Trimethoprim-sulfamethoxazole หรือ Nitrofurantoin
- กรณีที่มีความเกี่ยวข้องกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จำเป็นต้องใช้ยาที่จำเพาะต่อเชื้อ ซึ่งทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับเชื้อที่ตรวจพบ แนะนำให้ตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์กับคู่นอน และงดมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะได้รับการรักษาครบ ในกรณีที่ตรวจพบเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
อินทัชเมดิแคร์มีคลินิกทางเดินปัสสาวะ ให้บริการตรวจโดยหมอยูโร หรือแพทย์เฉพาะทางระบบทางเดินปัสสาวะ
เมื่อไหร่ควรพบแพทย์
ชวนสังเกตุอาการแบบไหนบ้างที่ควรรีบพบแพทย์
- ปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะบ่อย หรือมีเลือดปนในปัสสาวะ
- ปวดบริเวณท้องน้อยหรือเอวร่วมกับไข้ หนาวสั่น
- คลื่นไส้ อาเจียน หรือรับประทานอาหารไม่ได้
- มีประวัติเคยเป็น UTI ซ้ำบ่อย
- หญิงตั้งครรภ์ที่มีอาการผิดปกติของทางเดินปัสสาวะ
- ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือมีการใช้ยากดภูมิ เช่น เบาหวาน SLE
วิธีป้องกันการติดเชื้อ และเมื่อมีอาการติดเชื้อ
- ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อช่วยขับเชื้อโรคออกจากทางเดินปัสสาวะ
- ไม่กลั้นปัสสาวะนาน ควรปัสสาวะทันทีเมื่อรู้สึกปวด
- หลังมีเพศสัมพันธ์ควรล้างทำความสะอาดและปัสสาวะออกให้หมด
- เช็ดทำความสะอาดอวัยเพศ ด้วยกระดาษชำระหลังปัสสาวะเพื่อลดความอับชื้น โดยเช็ดจากหน้าไปหลัง เพื่อป้องกันการปนเปื้อนเชื้อจากรูทวาร
- หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ระคายเคือง เช่น สบู่หรือเจลล้างจุดซ่อนเร้นที่มีน้ำหอม
- สวมชุดชั้นในที่แห้ง สะอาด และระบายอากาศได้ดี
บทความที่น่าสนใจ
- ดื่มน้ำน้อย เสี่ยงติดเชื้อทางเดินปัสสาวะจริงไหม
- คลินิกทางเดินปัสสาวะ เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์ยูโรวิทยา
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
พ.ญ.นิธิพร กุญชะโร
แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป
แก้ไขล่าสุด : 02/06/2025
อนุญาตให้ใช้งานภาพโดยไม่ต้องขออนุญาต เฉพาะในเชิงให้ความรู้ หรือเพื่อการศึกษาเท่านั้น โดยต้องให้เครดิตหรือแสดงแหล่งที่มาของ intouchmedicare.com

