โรคไตเสื่อมเป็นภาวะที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง หากปล่อยไว้โดยไม่ดูแล อาจนำไปสู่ไตวายเรื้อรังได้ การรู้จัก วิธีป้องกันโรคไตเสื่อม การปรับพฤติกรรม และการเลือกอาหารโรคไตที่เหมาะสม จะช่วยชะลอการเสื่อมของไตและช่วยฟื้นฟูค่าไตให้คงที่ได้นานขึ้น
วิธีป้องกันและดูและโรคไตเสื่อเรื้อรัง
- วิธีป้องกันโรคไตเสื่อม

- การปรับพฤติกรรมหลังเป็นไตเสื่อมเรื้อรัง/การเพิ่มค่าไต
- อาหารที่ดีต่อสุขภาพไต

- อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไตเสื่อม
วิธีป้องกันโรคไตเสื่อม
การป้องกันโรคไตเสื่อมควรเริ่มตั้งแต่ยังไม่มีอาการค่ะ โดยโรคไตเสื่อมเป็นโรคที่พบได้บ่อยในคนไทย และคนส่วนใหญ่มักรู้ตัวช้าเพราะมองข้ามสัญญาณอันตราย
สำหรับคนที่เริ่มอยากดูแลสุขภาพไตของตัวเอง สามารถเริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันเบื้องต้นดังนี้ค่ะ
การรับประทานอาหาร
ไตมีหน้าที่กรองของเสีย ควบคุมสมดุลเกลือแร่ และควบคุมความดันโลหิต หากรับประทานอาหารไม่เหมาะสม ไตจะทำงานหนักขึ้นและเสื่อมเร็วขึ้น โดยสามารถปรับพฤติการการรับประทานอาหารได้ดังนี้
-
ลดเค็ม จำกัดโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะโซเดียมสูงทำให้ความดันเพิ่มและไตทำงานหนัก
-
หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป เช่น ไส้กรอก หมูยอ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
-
ไม่รับประทานโปรตีนสูงเกินความจำเป็น เพราะโปรตีนสูงทำให้ไตต้องกรองของเสียเพิ่ม
-
ควบคุมน้ำตาลในเลือด โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวาน
การใช้ยาและสมุนไพร
ไตมีหน้าที่กำจัดยาและของเสียออกจากร่างกาย หากไตสามารถทำงานได้ลดลง ยาบางชนิดอาจสะสมในร่างกายจนเกิดพิษ หรือทำให้ไตเสื่อมเร็วขึ้นจนกลายเป็นโรคไตเสื่อมเฉียบพลันหรือโรคไตเสื่อมเรื้อรังได้ค่ะ
กลุ่มยาที่ควรระวัง:
-
ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs
-
ยาชุดที่ไม่ทราบส่วนประกอบ
-
สมุนไพรที่ไม่มีงานวิจัยรองรับ
ดังนั้นควรแจ้งแพทย์ทุกครั้งหากคุณมีการใช้ยาอยู่เป็นประจำ และไม่ควรซื้อยากินเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรค่ะ
ปรับการใช้ชีวิตประจำวัน
1. ดื่มน้ำในปริมาณเหมาะสม การดื่มน้ำน้อยเกินไปทำให้ไตขาดเลือดไปเลี้ยง แต่ดื่มมากเกินไปในผู้ป่วยไตระยะท้ายอาจทำให้บวมน้ำ
2. งดสูบบุหรี่ การสูบบุหรี่ทำให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไต เพิ่มความเสี่ยงไตเสื่อม
3. งดดื่มแอลกอฮอล์ ของมึนเมา การดื่มแอลกอฮอล์เสี่ยงทำให้ความดันสูงขึ้น คุมน้ำตาลควบคุมยาก และเสี่ยงทำให้ร่างกายขาดน้ำ เนื่องจากมีฤทธิ์ขับปัสสาวะส่งผลให้ไตทำงานหนักขึ้น
การตรวจสุขภาพ
โรคไตระยะแรกมัก ไม่มีอาการชัดเจน กว่าจะรู้ตัวบางครั้งค่าไตลดลงมากแล้ว ดังนั้นการตรวจคัดกรองจึงเป็นวิธีสำคัญที่สุดในการป้องกันและชะลอไตเสื่อมค่ะ
ควรตรวจสุขภาพช่วงไหนบ้าง?
- สำหรับคนทั่วไปที่ไม่มีโรคประจำตัว ควรตรวจอย่างน้อย 1 ครั้ง/ปี
- สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน/โรคความดันสูง/ไขมันในเลือดสูง ควรอย่างเป็นประจำทุก ๆ 3 เดือน หรือ 6 เดือน และตามที่แพทย์แนะนำนะคะ
การปรับพฤติกรรมหลังเป็นไตเสื่อมเรื้อรัง และการเพิ่มค่าไต
เมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นไตเสื่อมเรื้อรัง (CKD) สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การชะลอความเสื่อมของไตและควบคุมค่า eGFR ไม่ให้ลดลงนั่นเองค่ะ แม้ไตจะไม่ฟื้นกลับมาได้เต็มที่ 100% แต่การดูแลที่ถูกต้องสามารถ “ประคองค่าไตให้นิ่ง” ได้นานหลายปี ไม่ให้การทำงานของไตเสื่อมถอยลงไปจนไตวายรุนแรงค่ะ
ควบคุมน้ำหนักตัว
หากมีน้ำหนักเกินอาจทำให้เกิด ภาวะดื้ออินซูลิน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง
โดยโรคทั้งหมดนี้เพิ่มแรงดันในหน่วยไต ทำให้ไตยิ่งเสื่อมเร็วขึ้น
ดังนั้นการลดน้ำหนักเพียง 5–10% ของน้ำหนักตัว สามารถช่วยลดความดัน ลดโปรตีนรั่ว และชะลอไตเสื่อมได้อย่างมีนัยสำคัญค่ะ
ควบคุมอาหาร
ผู้ป่วยไตเสื่อมควรควบคุมสารอาหารหลัก 4 กลุ่ม
- โปรตีน ไม่มากเกินไป เพื่อลดภาระการกรองของเสีย
- โซเดียม ลดเค็ม เพื่อลดความดันและอาการบวม
- โพแทสเซียม เลือกอาหารโพแทสเซียมต่ำ หากระดับในเลือดสูง
- ฟอสฟอรัส หลีกเลี่ยงอาหารฟอสฟอรัสสูง เพื่อลดความเสี่ยงกระดูกบางและหลอดเลือดแข็งตัว
ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ
การออกกำลังกายช่วย
-
ควบคุมความดัน
-
ควบคุมน้ำตาล
-
ลดไขมันในเลือด
-
เพิ่มความแข็งแรงของหัวใจ
แนะนำออกกำลังกายระดับปานกลาง เช่น เดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ อย่างน้อย 150 นาที/สัปดาห์ และหลีกเลี่ยงหักโหมเกินไป
หากมีอาการผิดปกติ รีบพบแพทย์ทันที
อาการผิดปกติที่คุณควรรีบพบแพทย์ทันที
-
ตัวบวมมากขึ้น ปัสสาวะน้อยลง หรือสีผิดปกติ
-
เหนื่อยง่ายผิดปกติ ใจสั่น แน่นหน้าอก
รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
ยาในผู้ป่วยไตเสื่อมเรื้อรังมีบทบาทสำคัญ โดยปกติจะต้องกินยาเพื่อรักษาค่าไตตาม ระยะของโรคไตเสื่อมเรื้อรัง หรือตามความเห็นของแพทย์ค่ะ
อาหารที่ดีต่อสุขภาพไต
ผู้ป่วยโรคไตเสื่อมควรควบคุมอาหารอย่างเหมาะสมตามระยะของโรค เพื่อช่วย ชะลอไตเสื่อม ควบคุมระดับเกลือแร่ และลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน เช่น โพแทสเซียมสูง ฟอสฟอรัสสูง หรือโรคหัวใจ
แหล่งโปรตีนคุณภาพสูง
โปรตีนจำเป็นต่อการซ่อมแซมร่างกาย แต่หากมากเกินไปจะเพิ่มภาระการกรองของเสียให้ไต
ควรเลือกโปรตีนคุณภาพดี ย่อยง่าย และไขมันต่ำ เช่น
-
ไข่ขาว (มีโปรตีนสูง แต่ฟอสฟอรัสต่ำกว่าไข่แดง)
-
ปลา (โดยเฉพาะปลาทะเลที่มีโอเมก้า 3 ช่วยลดการอักเสบ)
-
อกไก่ไม่ติดหนัง
-
เต้าหู้ขาว
กินในปริมาณพอเหมาะตามคำแนะนำแพทย์ โดยเฉพาะผู้ป่วยไตเสื่อมระยะ 3 ขึ้นไป ไม่ควรบริโภคโปรตีนสูงเกินจำเป็น
อาหารไฟเบอร์สูง
ไฟเบอร์ช่วยควบคุมระดับน้ำตาล ลดไขมันในเลือด และช่วยขับของเสียบางส่วนออกทางลำไส้ ซึ่งช่วยลดภาระของไตทางอ้อม
ตัวอย่างอาหารไฟเบอร์สูงที่เหมาะสม
-
ข้าวกล้อง
-
ขนมปังโฮลวีต
-
ผักใบเขียว
-
ฟักทอง แตงกวา
ในผู้ป่วยที่มีโพแทสเซียมสูง ควรเลือกผักที่โพแทสเซียมไม่สูง และอาจลวกผักแล้วเทน้ำทิ้งก่อนปรุง
ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่
ผลไม้กลุ่มเบอร์รี่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยลดการอักเสบและปกป้องหลอดเลือด รวมถึงหลอดเลือดในไต เช่น บลูเบอร์รี่ สตรอว์เบอร์รี่ และราสป์เบอร์รี่
จุดเด่นคือมีโพแทสเซียมไม่สูงมากเมื่อเทียบกับผลไม้บางชนิด เช่น กล้วยหรือทุเรียน จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องควบคุมโพแทสเซียม
อย่างไรก็ตาม ควรรับประทานในปริมาณพอเหมาะ โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวาน ควรคำนึงถึงปริมาณน้ำตาลรวมในแต่ละวัน
อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไตเสื่อม
ผู้ป่วยโรคไตเสื่อมควรควบคุมอาหารอย่างเหมาะสมตามระยะของโรค เพื่อช่วย ชะลอไตเสื่อม ควบคุมระดับเกลือแร่ และลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน เช่น โพแทสเซียมสูง ฟอสฟอรัสสูง หรือโรคหัวใจ
อาหารที่ควรรับประทาน
- อาหารโพแทสเซียมต่ำ เช่น ข้าวขาว / ขนมปังขาว แอปเปิล องุ่น สับปะรด แตงกวา กะหล่ำปลี ฟักเขียว
- อาหารไขมันต่ำ เช่น อกไก่ไม่ติดหนัง ปลาเนื้อขาว เต้าหู้ ไข่ขาว นมพร่องมันเนย โยเกิร์ตไขมันต่ำ
- อาหารที่มีวิตามิน เช่น ผลไม้สีส้ม สีแดง
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง
- อาหารโพแทสเซียมสูง เช่น กล้วย ทุเรียน มะม่วงสุก มะเขือเทศ มะพร้าว อะโวคาโดมันฝรั่ง เผือก ผักใบเขียวเข้ม (คะน้า ผักโขม)
- อาหารฟอสฟอรัสสูง เช่น อาหารแปรรูป
- อาหารที่มีคลอเลสเตอรอลสูง เช่น เครื่องในสัตว์ ไข่แดง
- น้ำหวาน น้ำอัดลัมต่าง ๆ
บทความที่น่าสนใจ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
อินทัชเมดิแคร์คลินิกเวชกรรม
คลินิกเวชกรรม
แก้ไขล่าสุด : 13/02/2026
ตรวจสอบความถูกต้องโดย:
อนุญาตให้ใช้งานภาพโดยไม่ต้องขออนุญาต เฉพาะในเชิงให้ความรู้ หรือเพื่อการศึกษาเท่านั้น โดยต้องให้เครดิตหรือแสดงแหล่งที่มาของ intouchmedicare.com

