ไตเสื่อม คืออะไร? รู้จักโรคไตเสื่อม เพื่อป้องกันไตวาย

ไตเสื่อมคืออะไร

ไตเสื่อม เป็นหนึ่งในโรคเรื้อรังที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือผู้ที่ใช้ยาบางชนิดต่อเนื่องเป็นเวลานาน หากไม่รู้เท่าทันอาการและไม่ตรวจค่าไตตั้งแต่ระยะแรก อาจนำไปสู่ภาวะ ไตวาย และต้องฟอกไตในที่สุด

มารู้จักโรคไตเสื่อมทุกแง่มุม ตั้งแต่สาเหตุ ระยะของโรค วิธีรักษา ไปจนถึงการตรวจค่าไตเพื่อป้องกันความรุนแรงในอนาคต

สิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับโรคไตเสื่อม

โรคไตเสื่อม คืออะไร?

โรคไตเสื่อม คือ ภาวะที่การทำงานของไตลดลง ไม่สามารถกรองของเสียและควบคุมสมดุลน้ำ เกลือแร่ และความดันโลหิตได้ดีเหมือนเดิม ทำให้ของเสียและสารพิษคั่งสะสมในเลือด ส่งผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกาย และอาการนี้มักเกิดขึ้นช้า หลาย ๆ คนจึงไม่รู้ตัวในระยะแรกค่ะ โดยโรคนี้จะแบ่งเป็น 2 ประเภท

แนวโน้มของผู้ป่วยโรคไตเสื่อมในประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นทุกปี
ดังนั้นหมั่นตรวจสุขภาพประจำปีกันด้วยนะคะ

1. ไตเสื่อมเฉียบพลัน
(Acute Kidney Injury: AKI)

ภาวะที่ไตทำงานลดลงอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่วัน มักเกิดจากภาวะขาดน้ำ การติดเชื้อรุนแรง การเสียเลือดมาก หรือผลข้างเคียงจากยา หากได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ไตมีโอกาสฟื้นตัวกลับมาใกล้เคียงปกติได้

2. ไตเสื่อมเรื้อรัง
(Chronic Kidney Disease: CKD)

ภาวะไตเสื่อมเรื้อรังจะมีทั้งหมด 5 ระยะ เป็นภาวะที่การทำงานของไตลดลงอย่างต่อเนื่องในระยะเวลา 3 เดือนขึ้นไป และไม่สามารถรักษาให้การทำงานของไตกลับมาเป็นปกติได้  แต่ยังสามารถชะลออาการไม่ให้ไตเสื่อมมากขึ้นจนเข้าสู่ภาวะไตวายได้

📌หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างรวดเร็ว ไตมีโอกาสฟื้นตัวได้
จึงไม่ควรละเลยอาการผิดปกติค่ะ 💙

ไตเสื่อมเฉียบพลันกับไตเสื่อมเรื้อรัง ต่างกันอย่างไร?

ความแตกต่างของโรคไตเสื่อมเฉียบพลันกับไตเสื่อมเรื้อรัง

ไตเสื่อมเฉียบพลัน (AKI) มักเกิดขึ้นรวดเร็วภายในไม่กี่วัน/สัปดาห์ และมีสาเหตุชัดเจนจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน หากรักษาทันท่วงที มีโอกาสหายเป็นปกติ
ส่วนไตเสื่อมเรื้อรัง (CKD) จะเกิดจากการมีโรคเรื้อรังร่วมด้วย เช่น เบาหวาน ความดัน ทำลายไตช้าๆ นานเป็นหลักเดือน/ปี ไตมักเสียหายถาวรและไม่กลับมาเป็นปกติ

ไตเสื่อมเฉียบพลันรักษาได้ แต่ไตเสื่อมเรื้อรังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ค่ะ

ไตเสื่อมเฉียบพลัน (AKI) มีทั้งหมดกี่ระยะ 

การแบ่งระยะของโรคไตเสื่อมเฉียบพลัน พิจารณาจาก ระดับครีเอตินิน (Creatinine) ในเลือด  และปริมาณปัสสาวะ โดยใช้เกณฑ์ของ KDIGO (Kidney Disease Improving Global Outcomes)

ระยะแรก

ค่า Creatinine เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ปัสสาวะเริ่มลดลง ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักยังไม่มีอาการชัดเจน หรืออาจรู้สึกอ่อนเพลียเล็กน้อย ทำให้ภาวะนี้ถูกมองข้ามได้ง่าย หากตรวจพบเร็วและรักษาทันที ไตสามารถฟื้นตัวได้ดี

ระยะกลาง

ค่า Creatinine เพิ่มขึ้นมากขึ้นกว่าระยะแรก ปัสสาวะน้อยลงหรือไม่ปัสสาวะเลยอย่างชัดเจน เริ่มมีอาการอ่อนเพลีย ตัวบวม หรือปัสสาวะเป็นฟอง หากต้องการชะลอความเสื่อมของไต ต้องเพิ่มค่าไต

ระยะรุนแรง

ไตทำงานล้มเหลวอย่างชัดเจน ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น น้ำท่วมปอด ภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง หรือภาวะเป็นกรดในเลือด ในระยะนี้ผู้ป่วยบางรายต้องได้รับการฟอกไตชั่วคราว

วิธีรักษาโรคไตเสื่อมเฉียบพลัน

รักษาที่ต้นเหตุของภาวะไตเสื่อม

  • หากไตเสื่อมจาก ภาวะขาดน้ำ รักษาโดยให้สารน้ำอย่างเพียงพอ
  • หากไตเสื่อมจาก ยาที่เป็นพิษต่อไต รักษาโดยหยุดยานั้นทันที
  • หากเกิดจาก นิ่วอุดตันทางเดินปัสสาวะ รักษาด้วยการผ่าตัดหรือหัตถการเพื่อนำนิ่วออก

เริ่มต้นดูแลสุขภาพไตได้ง่าย ๆ แค่ดื่มน้ำในแต่ละวันให้เพียงพอนะคะ

แก้ไขความผิดปกติของสมดุลเกลือแร่

หมั่นตรวจค่า Creatinine และระดับเกลือแร่ในเลือดอย่างใกล้ชิด พร้อมปรับพฤติกรรมการกินและให้ยา เพื่อปรับสมดุลเกลือแร่และค่าความเป็นกรด-ด่างของร่างกายให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

บำบัดทดแทนไต

วิธีนี้จะใช้เมื่อมีเกลือแร่ในร่างกายผิดปกติ มีภาวะน้ำเกิน และไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา โดยส่วนใหญ่จะกลับคืนสภาวะปกติ หากรักษาล่าช้าอาจพัฒนาเป็น ไตเสื่อมเรื้อรังได้

วิธีสังเกตสัญญานการเป็นโรคไตเสื่อม

วิธีสังเกตสัญญาณไตเสื่อม

ปัสสาวะผิดปกติ

  • เช่น ปัสสาวะเป็นฟอง ปัสสาวะน้อยลง แต่ปัสสาวะบ่อยช่วงกลางคืน มีอาการปัสสาวะแสบขัด อาจมีเลือดปน

มีอาการบวมตามร่างกาย

  • มักเริ่มบวมที่หนังตา ส่วนใบหน้า และเท้า

อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย

  • เกิดจากของเสียสะสมและภาวะโลหิตจางที่มักพบร่วมกับโรคไต ไม่สบายตัว

หากมีอาการดังกล่าว อย่ารอช้าควรพบแพทย์ทันที เพื่อตรวจค่าไตค่ะ

ผิวหนังแห้ง คัน

  • เกิดจากการสะสมของของเสียและฟอสฟอรัสในเลือดสูง ผู้ป่วยโรคไตมักจะสร้างฮอร์โมนกระตุ้นเม็ดเลือดแดงได้น้อยลง

ปวดหลัง หรือปวดบั้นเอว

  • ไตอยู่บริเวณบั้นเอวทั้งสองข้าง อาการปวดอาจตื้อๆ หรือปวดร้าว ซึ่งอาจเกิดจากนิ่วในไต หรือถุงน้ำในไตโป่งพอง

ความดันโลหิตสูง

  • ไตและดวามดันโลหิตมีความสัมพันธ์กันโดยตรง ถ้าค่าความดันสูงขึ้น หรือคุมความดันยากขึ้น เสี่ยงเป็นโรคไต
พบแพทย์ที่อินทัชเมดิแคร์
กลุ่มเสี่ยงโรคไตเสื่อม มีใครบ้าง
สนใจตรวจและรักษาฟื้นฟูสุขภาพไต

กลุ่มเสี่ยงโรคไตเสื่อม มีใครบ้าง?

  • ผู้ป่วยเบาหวาน / ความดันโลหิตสูง
  • อายุ 60 ปีขึ้นไป
  • เคยเป็นนิ่ว ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะซ้ำ
  • เป็นเก๊าท์ หรือกรดยูริคสูง
  • เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • ใช้ยาแก้ปวด NSAIDs หรือสมุนไพรติดต่อกันเป็นเวลานาน
  • เคยมีภาวะไตเสื่อมเฉียบพลัน
  • มีประวัติโรคไตในครอบครัว

สามารถป้องกันโรคไตเสื่อมได้ด้วยการตรวจค่าไตเป็นประจำ และปรับพฤติกรรมด้วยการปฏิบัติตาม แนวทางการดูแลสุขภาพไต เพื่อสุขภาพที่ยิ่งยืนในวันข้างหน้าค่ะ

ข้อแนะนำจากแพทย์ถึงผู้ป่วยโรคไตเสื่อม

ข้อแนะนำสำคัญจากแพทย์

ผู้ป่วยโรคไตเสื่อมเรื้อรังส่วนใหญ่มักมีโรคประจำตัวร่วม เช่น เบาหวานและความดันโลหิตสูง แพทย์จึงแนะนำให้ควบคุมโรคเหล่านี้อย่างเหมาะสมควบคู่กับการปรับอาหาร

ผู้ป่วยควรเน้นรับประทานผักใบขียวกับผลไม้น้ำตาลต่ำ เช่น ฝรั่งหรือแก้วมังกร และเลือกข้าวหรือธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ข้าวโพด และควรหลีกเลี่ยงอาหารหวานจัด อาหารไขมันสูง อาหารแปรรูป และอาหารที่มีโซเดียมสูง เพื่อช่วยชะลอการเสื่อมของไตและลดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว

เตรียมตัวตรวจไตยังไงบ้าง?

โดยทั่วไป การตรวจไตจะตรวจจาก เลือดและปัสสาวะ พร้อมชั่งน้ำหนักและวัดความดันโลหิต เพื่อประเมินการทำงานของไต

📌 แม้ยังไม่มีอาการ แต่หากอยู่ในกลุ่มเสี่ยง การตรวจไตเป็นประจำจะช่วยให้พบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะแรก และป้องกันไตเสื่อมรุนแรงในอนาคตได้ค่ะ 💙

ก่อนมาตรวจ แนะนำให้

  • ดื่มน้ำตามปกติ ไม่ควรงดน้ำจนขาดน้ำ
  • พักผ่อนให้เพียงพอ ก่อนวันตรวจ
  • แจ้งแพทย์หากกำลังใช้ยา สมุนไพร หรืออาหารเสริม
  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักก่อนตรวจ
  • หากต้องเก็บปัสสาวะ ให้ทำตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด

ตรวจค่าไต เพื่อป้องกันไตเสื่อม

ตรวจค่าไต เพื่อป้องกันไตเสื่อมได้

การตรวจค่าไตช่วยให้รู้ว่าไตยังทำงานดีแค่ไหน เช่น ค่า Creatinine และ ค่า eGFR เพื่อเป็นการประเมินว่าไตสามารถกรองของเสียได้มากน้อยเพียงใด ค่าเหล่านี้ช่วยให้แพทย์เห็นภาพการทำงานของไตได้ชัดเจน แม้ผู้ตรวจจะยังรู้สึกแข็งแรงและไม่มีอาการใด ๆ ก็ตาม

📌 โรคไตเสื่อมมักแสดงอาการช้า
มีอาการไม่ชัดเจนถ้าอยากมั่นใจ แนะนำให้พบแพทย์เพื่อตรวจค่าไตค่ะ 

สามารถตรวจค่าไตได้กี่วิธี?

ตรวจเลือดเพื่อประเมินการทำงานของไต

1. ตรวจเลือด

วัดระดับจากครีเอตินิน (Creatinine) เพื่อคำนวณหาค่า eGFR  ประเมินการทำงานของไต วินิจฉัยความรุนแรงของโรค และติดตามผลการรักษา โดยแพทย์ใช้ผลเลือดเพื่อดูว่าไตยังสามารถกรองของเสียออกจากร่างกายได้ดีในระดับไหน รวมถึงช่วยแยกภาวะไตเสื่อมเฉียบพลันออกจากไตเสื่อมเรื้อรัง

ตรวจปัสสาวะ เพื่อหาความผิดปกติของไต

2. ตรวจปัสสาวะ

ช่วยให้คัดกรองและประเมินความผิดปกติของไตตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และบอกได้ว่าไตมีการรั่วของโปรตีนหรือมีความผิดปกติของทางเดินปัสสาวะหรือไม่ โดยตรวจหาโปรตีนหรืออัลบูมิน รวมถึงเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ  และอาจตรวจไว้ เพื่อประเมินปริมาณปัสสาวะในกรณีที่สงสัยว่าเป็นภาวะไตเสื่อมเฉียบพลัน

ตรวจแบบ KUB เพื่อดูรูปร่างของไต กรณีไตเสียหาย

3. ตรวจคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound KUB)

วิธีนี้ช่วยให้แพทย์เห็น ขนาด รูปร่าง และลักษณะของไต ว่ามีความผิดปกติหรือไม่ มีความสำคัญในการแยกว่าไตเสื่อมเกิดจาก ปัญหาที่แก้ไขได้ หรือเป็นการเสื่อมถาวรของเนื้อไต การตรวจชนิดนี้ไม่เจ็บ ไม่ใช้รังสี และสามารถใช้ติดตามความเปลี่ยนแปลงของไตได้อย่างปลอดภัย

แหล่งอ้างอิง

  • ณัฐชัย ศรีสวัสดิ์ พ.บ., เกรียง ตั้งสง่า พ.บ. ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (2560, พฤศจิกายน-ธันวาคม). โรคไตวายเฉียบพลัน.วารสารกรมการแพทย์. 42(6): 64-68.
  • คณะอนุกรรมการป้องกันโรคไตเรื้อรัง สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย. (2565). คำแนะนำสำหรับการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ก่อนการบำบัดทดแทนไต พ.ศ. 2565 (ฉบับปรับปรุงเพิ่มเติม). พิมพ์ครั้งที่1. กรุงเทพฯ. ศรีเมืองการพิมพ์
  • KDIGO. (2024, April). Clinical Practice Guideline for the Evaluation and management of Chronic Kidney Disease, Volume 105, Issue 4s

บทความที่น่าสนใจ

พบแพทย์ที่อินทัชเมดิแคร์ ทักแชท

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

แก้ไขล่าสุด : 12/02/2026

อนุญาตให้ใช้งานภาพโดยไม่ต้องขออนุญาต เฉพาะในเชิงให้ความรู้ หรือเพื่อการศึกษาเท่านั้น โดยต้องให้เครดิตหรือแสดงแหล่งที่มาของ intouchmedicare.com