ต่อมลูกหมากโต เป็นปัญหาสุขภาพที่ผู้ชายวัย 50 ปีขึ้นไปมักเจอ อาการที่พบบ่อยคือปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะสะดุด หรือปัสสาวะไม่สุด แม้ไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่หากปล่อยไว้อาจกระทบการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก การรู้เท่าทันสัญญาณเตือนและวิธีดูแลรักษาจะช่วยให้รับมือกับโรคนี้ได้อย่างมั่นใจ
หัวข้อที่น่าสนใจเกี่ยวกับโรคต่อมลูกหมากโต
- ต่อมลูกหมากโตคืออะไร
- อาการที่บ่งบอกว่าคุณอาจมีภาวะต่อมลูกหมากโต

- สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง
- ใครที่เสี่ยงเป็นต่อมลูกหมากโต

- วิธีวินิจฉัยโรคต่อมลูกหมากโต
- แนวทางการรักษา
- ตอบทุกคำถามที่พบบ่อย

ต่อมลูกหมากโตคืออะไร
ต่อมลูกหมากโต (Benign Prostatic Hyperplasia – BPH) คือ ภาวะการเจริญเติบโตผิดปกติของเนื้อเยื่อต่อมลูกหมากชนิดไม่ใช่เนื้อร้าย (benign) ซึ่งเกิดขึ้นบริเวณ transition zone รอบท่อปัสสาวะส่วนต้น (prostatic urethra) ส่งผลให้เกิดการอุดกั้นทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง
โดยภาวะต่อมลูกหมากโตไม่ใช่โรคมะเร็งและไม่พัฒนาไปเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก แต่สามารถพบร่วมกับโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้
อาการที่บ่งบอกว่าคุณอาจมีภาวะต่อมลูกหมากโต
อาการของ BPH หรือที่เรียกรวมกันว่า อาการผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง (Lower Urinary Tract Symptoms – LUTS) สามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลัก
กลุ่มอาการที่เกิดจากการอุดกั้น Obstructive Symptoms)
- ปัสสาวะช้า เบ่งนาน

- กระแสปัสสาวะอ่อน ขัด

- ปัสสาวะเป็นหยด ๆ หรือสะดุด
- รู้สึกปัสสาวะไม่สุด

กลุ่มอาการที่เกิดจากการระคายเคือง Irritative Symptoms)
- ปัสสาวะบ่อยทั้งกลางวันและกลางคืน

- ปวดปัสสาวะเร่งด่วน (urgency)
- กลั้นปัสสาวะไม่อยู่

คำแนะนำเพิ่มเติมและอาการที่ควรมาพบแพทย์โดยเร็ว
“ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม มักจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน การที่สามารถนอนหลับได้ยาวนานขึ้นในตอนกลางคืนโดยไม่ถูกรบกวนจากการปวดปัสสาวะ หรือการกลับมาปัสสาวะได้พุ่งและสุดอีกครั้งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ
ผู้ป่วยจำนวนมากมักทนกับอาการเป็นเวลานานเพราะคิดว่าเป็นเรื่องปกติของวัย แต่เมื่อได้รับการรักษาจึงตระหนักว่าคุณภาพชีวิตของตนดีขึ้นมาก”
– นายแพทย์จิตรทิวัส อำนวยผล แพทย์ประจำคลินิก –
สำหรับ อาการเตือน (Red flag signs) ที่ควรทำให้ผู้ป่วยรีบมาพบแพทย์โดยเร็วที่สุด ได้แก่
- ภาวะปัสสาวะไม่ออกเฉียบพลัน

- ปัสสาวะเป็นเลือดสด

- มีไข้ หนาวสั่น ร่วมกับอาการปัสสาวะแสบขัด (บ่งชี้การติดเชื้อรุนแรง)
- อาการผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่างที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงขึ้นในเวลาอันสั้น (ข้อ 2)
- มีอาการปวดหลังส่วนล่าง หรือปวดกระดูกอย่างไม่ทราบสาเหตุ (อาจเป็นสัญญาณของมะเร็งต่อมลูกหมากในระยะลุกลาม)
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง
- ฮอร์โมนแอนโดรเจน โดยเฉพาะ DHT (Dihydrotestosterone) ที่เกิดจากการเปลี่ยน Testosterone ด้วยเอนไซม์ในร่างกาย มีบทบาทหลักในการกระตุ้นการเพิ่มจำนวนเซลล์ต่อมลูกหมาก
- อายุ พบความชุกเพิ่มขึ้นตามอายุ (มากกว่า 50% ในผู้ชาย >60 ปี และมากกว่า 80% ในผู้ชาย >80 ปี)
- พันธุกรรม มีการรายงานว่าผู้ที่มีญาติสายตรงเป็นโรคนี้มีความเสี่ยงสูงขึ้น 4–6 เท่า
- Metabolic syndrome เช่น โรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และ ไขมันในเลือดสูง มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะต่อมลูกหมากโต
- Lifestyle การขาดการออกกำลังกาย, การบริโภคแอลกอฮอล์ หรือคาเฟอีนมากเกินไป
ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นโรคต่อมลูกหมากโต
- ชายอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป
- ผู้ที่มีโรคประจำตัว Metabolic syndrome
- ผู้ที่มีประวัติครอบครัว BPH
- ผู้ที่ใช้ยาบางชนิดที่ทำให้การขับถ่ายปัสสาวะแย่ลง
วิธีวินิจฉัยโรคต่อมลูกหมากโต
กระบวนการวินิจฉัยมีเป้าหมายเพื่อยืนยันภาวะต่อมลูกหมากโต, ประเมินความรุนแรง, และคัดแยกโรคอื่นที่มีอาการคล้ายคลึงกัน
การประเมินทางคลินิก
- การซักประวัติประเมินอาการ รวมถึงการใช้แบบสอบถาม IPSS
- การตรวจร่างกาย ที่สำคัญที่สุดคือ การตรวจต่อมลูกหมากทางทวารหนัก (Digital Rectal Examination – DRE) เพื่อประเมินขนาด, ลักษณะพื้นผิว, และความแข็งของต่อมลูกหมาก ซึ่งช่วยในการแยกเบื้องต้นจากมะเร็งต่อมลูกหมาก
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
- การตรวจวิเคราะห์ปัสสาวะ เพื่อคัดกรองภาวะร่วมอื่นๆ เช่น การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ หรือเลือดในปัสสาวะ
- การตรวจเลือดวัดระดับ Prostate-Specific Antigen (PSA) PSA เป็นโปรตีนที่สร้างจากเซลล์ต่อมลูกหมาก ไม่จำเพาะต่อภาวะต่อมลูกหมากโต แต่ใช้คัดกรองความเสี่ยงมะเร็งและช่วยประมาณขนาดต่อมลูกหมากได้
การตรวจเพิ่มเติม (Optional)
เช่น การวัดอัตราการไหลของปัสสาวะ (Uroflowmetry) ประเมินระดับการอุดกั้น, การวัดปริมาณปัสสาวะคงค้าง (Post-void residual volume – PVR) โดยการใช้อัลตราซาวนด์, การอัลตราซาวนด์ผ่านทางทวารหนัก (Transrectal Ultrasound – TRUS) เพื่อวัดขนาดต่อมลูกหมากอย่างแม่นยำ, การส่องกล้องในทางเดินปัสสาวะ (Cystoscopy) ในกรณีที่สงสัยพยาธิสภาพอื่น เช่น นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ หรือท่อปัสสาวะตีบ
แนวทางการรักษาโรคต่อมลูกหมาก
ตามแนวทางแพทย์ไทยนิยมดำเนินตามระดับอาการ
-
กลุ่มอาการน้อยหรืออาการที่พบบ่อยในระยะแรก-ปานกลาง เริ่มด้วยการ ปรับพฤติกรรม เช่น การจำกัดการดื่มน้ำช่วงเย็น, ลดเครื่องดื่มกระตุ้น (คาเฟอีน, แอลกอฮอล์) และฝึกการปัสสาวะ (Bladder training) และรับประทานยา
-
ในรายที่ไม่ดีขึ้นหรือมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ปัสสาวะไม่ออก ปัสสาวะเป็นเลือด แนะนำ การผ่าตัด เช่น TURP, เลเซอร์, Water Vapor Therapy (ไอน้ำ) เป็นต้น
ต่อมลูกหมากโตรักษาหายไหม
ต่อมลูกหมากโตเป็นภาวะเรื้อรังที่ดำเนินไปตามอายุ การรักษาจึงไม่มุ่งเน้นที่ “การรักษาให้หายขาด” แต่มีเป้าหมายเพื่อบรรเทาอาการและปรับปรุงคุณภาพชีวิต/ ชะลอการดำเนินของโรค/ ป้องกันและรักษาภาวะแทรกซ้อน
การผ่าตัดสามารถนำเนื้อเยื่อที่อุดกั้นออกไปได้เกือบหมดและให้ผลการรักษาที่ยาวนานมาก แต่อย่างไรก็ตาม ต่อมลูกหมากส่วนที่เหลือยังสามารถโตขึ้นใหม่ได้ในอนาคต (แต่พบได้น้อย) ส่วนการรักษาด้วยยาเป็นการควบคุมอาการซึ่งต้องดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
ต่อมลูกหมากโตอันตรายไหม
โรคต่อมลูกหมากโตไม่ใช่ภาวะที่อันตรายถึงชีวิต แต่หากไม่ได้รับการประเมินและรักษาที่เหมาะสม อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนได้
- ภาวะปัสสาวะไม่ออกเฉียบพลัน อาจไม่สามารถปัสสาวะได้เลย มีอาการปวดทรมาน ถือเป็นภาวะฉุกเฉิน
- การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะบ่อยครั้ง
- นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
- ปัสสาวะเป็นเลือดสด
- ความเสียหายต่อกระเพาะปัสสาว ทำให้ผนังกระเพาะปัสสาวะหนาตัวและเกิดการโป่งพองจนสูญเสียความสามารถในการบีบตัว
- การทำงานของไตเสื่อม (ไตวาย) จากภาวะความดันในกระเพาะปัสสาวะสูงเรื้อรัง ส่งผลย้อนกลับไปยังไต ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายที่สุด
ต่อมลูกหมากโตแล้วจะกลายเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากหรือไม่
ไม่ แต่ทั้งสองอย่างอาจเกิดร่วมกันได้ ดังนั้นเพื่อคัดกรองและแยกภาวะนี้ออกจากกัน การตรวจร่างกายโดยแพทย์ และการตรวจค่า PSA ในเลือดจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
ต่อมลูกหมากโตหายเองได้หรือไม่
ไม่ได้ ต่อมลูกหมากโตเป็นภาวะเรื้อรัง และแย่ลงตามอายุ อาการอาจมีความขึ้นๆ ลงๆ ได้ในระยะสั้น แต่การขยายขนาดของต่อมลูกหมากจะไม่ลดลงหรือหายไปเองหากไม่ได้รับการรักษาที่เฉพาะเจาะจง
ต่อมลูกหมากโตไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่ถ้าปล่อยไว้ก็ทำให้ใช้ชีวิตลำบาก ทั้งปัสสาวะไม่สุด ปัสสาวะบ่อย หรือสะดุดได้ การตรวจเช็กตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยให้รักษาได้ง่ายขึ้น เริ่มจากการปรับพฤติกรรมหรือกินยา
มีอาการ สนใจรักษา สอบถามก่อนได้ค่ะถ้าอาการยังไม่ดีขึ้นให้ปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาขั้นต่อไป จุดสำคัญคืออย่ามองข้ามอาการเล็กๆ น้อยๆ เพราะการรักษาที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณภาพชีวิตกลับมาดีขึ้นได้จริง
บทความที่น่าสนใจ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
นายแพทย์จิตรทิวัส อำนวยผล
แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป
แก้ไขล่าสุด : 22/08/2025
อนุญาตให้ใช้งานภาพโดยไม่ต้องขออนุญาต เฉพาะในเชิงให้ความรู้ หรือเพื่อการศึกษาเท่านั้น โดยต้องให้เครดิตหรือแสดงแหล่งที่มาของ intouchmedicare.com

