ตรวจประจำเดือนผิดปกติ ที่คลินิก อาการที่ควรพบแพทย์

ตรวจประจำเดือนผิดปกติ ที่คลินิก อาการที่ควรพบแพทย์

ประจำเดือนผิดปกติ เป็นสัญญาณสำคัญที่ร่างกายกำลังส่งเสียงเตือนถึงความไม่สมดุลภายใน ซึ่งผู้หญิงหลายคนอาจมองข้ามความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยไป และคิดว่าไม่ต้องตรวจก็ได้

แต่รู้หรือไม่ว่าอาการของประจำเดือนผิดปกติเหล่านี้ อาจเป็นตัวบ่งชี้ถึงปัญหาสุขภาพที่ซ่อนอยู่ ตั้งแต่ภาวะฮอร์โมนแปรปรวน ภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบ (PCOS) ไปจนถึงโรคทางนรีเวชที่มีความซับซ้อนค่ะ

บทความนี้รวมประเด็นที่คุณควรรู้ ตั้งแต่ประจำเดือนปกติ เป็นอย่างไร, ประจำเดือนผิดปกติ มีกี่แบบ, สาเหตุหลักที่ทำให้รอบเดือนแปรปรวน ตลอดจนสรุปว่าอาการแบบไหนควรพบแพทย์ เพื่อให้คุณสามารถเข้าใจ และจัดการกับสุขภาพตนเองได้อย่างทันท่วงที พร้อมแนวทางการรักษา

ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการตรวจประจำเดือนผิดปกติ

  1. ประจำเดือนผิดปกติคืออะไร 
  2. ประจำเดือนมาไม่ปกติมีกี่แบบ
  3. สาเหตุของประจำเดือนผิดปกติ
  4. อาการประจำเดือนไม่ปกติเป็นยังไง
  5. ปัจจัยที่มีผลทำให้ประจำเดือนมาผิดปกติ
  6. ตรวจประจำเดือนผิดปกติ ตรวจอะไรบ้าง
  7. ขั้นตอนการตรวจวินิจฉัย
  8. แนวทางการรักษาของแพทย์
  9. อาการแบบไหนควรมาพบแพทย์

ประจำเดือนผิดปกติคืออะไร

ประจำเดือนผิดปกติ มักมีอาการแสดงที่แตกต่างกันออกไป โดยก่อนอื่นเรามาดูกันค่ะว่า ประจำเดือนปกตินั้นเป็นอย่างไร

ประจำเดือนปกติเป็นอย่างไร

ลักษณะของประจำเดือนที่ปกติ
  • สีของประจำเดือน โดยทั่วไปประจำเดือนช่วงแรกจะเป็นสีแดงคล้ำและตามด้วยแดงสด ไม่มีชิ้นเนื้อหรือก้อนเลือดปน บางครั้งอาจดูเป็นก้อนเล็กน้อยได้ ถ้ามาพร้อมกับตกขาว ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติและไม่อันตราย
  • ปริมาณประจำเดือน ปริมาณที่ถือว่าปกติจะไม่มากเกินไป โดยรวมแล้วไม่ควรเกินประมาณ 80 ซีซีต่อรอบ หรือเทียบง่าย ๆ คือใช้ผ้าอนามัยราว ๆ 3-4 ผืนต่อวัน
  • ระยะห่างรอบเดือน ผู้หญิงส่วนใหญ่มักมีรอบเดือนประมาณทุก 28 วัน แต่ถ้าอยู่ในช่วง 21-35 วันก็ยังถือว่าปกติ สิ่งสำคัญคือแต่ละเดือนควรมาค่อนข้างสม่ำเสมอ ไม่คลาดเคลื่อนมากเกินไป
  • จำนวนวันที่มา ปกติประจำเดือนจะมาประมาณ 3-7 วันต่อรอบ และมักมาเดือนละครั้ง แต่ในบางคนอาจเจอว่ามา 2 ครั้งในเดือนเดียวได้ เช่น มาช่วงต้นเดือนและปลายเดือน

ประจำเดือนแบบไหนถือว่าผิดปกติ

อาการของประจำเดือนผิดปกติ
  1. รอบประจำเดือนมาห่างผิดปกติ
    หากสั้นกว่า 21 หรือยาวกว่า 35 วัน ถือว่า “ห่างนานผิดปกติ” อาจเกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมนที่ทำให้การตกไข่ไม่สม่ำเสมอ หรือความผิดปกติของการทำงานของรังไข่ เช่น ภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัย (Primary Ovarian Insufficiency) หรือภาวะ PCOS
  2. รอบประจำเดือนห่างมากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น
    สามารถพบได้ในผู้หญิงที่เริ่มมีอายุมากขึ้น หรืออยู่ในช่วงเข้าสู่วัยทอง ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน
  3. ปริมาณประจำเดือนมากกว่าปกติ หรือมีลิ่มเลือดปน
    อาจมีความผิดปกติภายในมดลูก เช่น เนื้องอกมดลูก (Uterine Fibroids) หรือภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis)
  4. มีเลือดออกกะปริดกะปรอยนอกเหนือรอบประจำเดือน
    อาจสัมพันธ์กับติ่งเนื้อในโพรงมดลูก หรือภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวผิดปกติ (Endometrial Hyperplasia) ซึ่งมีโอกาสพัฒนาเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้ โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง ได้แก่
  • อายุมากกว่า 35 ปี
  • น้ำหนักตัวมาก (ค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 30 กก./ม²)
  • ผู้ป่วยภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบ (PCOS)
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน
  • ผู้ที่ใช้สมุนไพรหรือสารที่มีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมน
สนใจพบแพทย์ทักแชทได้เลยค่ะ

ประจำเดือนมาไม่ปกติมีกี่แบบ

ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอกัน (Irregular Periods)

เป็นกลุ่มความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับช่วงเวลาการมาของประจำเดือน ซึ่งอาจมาเร็ว มาช้า หรือขาดหายไป โดยสามารถแบ่งย่อยได้ดังนี้

  • ประจำเดือนมาน้อยหรือมาห่าง (Oligomenorrhea) พบว่าระยะห่างของรอบเดือนยาวนานกว่า 35 วัน หรือมีประจำเดือนน้อยกว่า 9 ครั้งภายในระยะเวลา 1 ปี
  • ประจำเดือนไม่มาเลย (Amenorrhea) ประจำเดือนขาดหายติดต่อกันตั้งแต่ 3 รอบเดือนขึ้นไป หรือไม่เคยมีประจำเดือนเลยในช่วงวัยเจริญพันธุ์
  • เลือดออกผิดช่วงรอบเดือน (Metrorrhagia) มีเลือดออกในช่วงเวลาที่ไม่สม่ำเสมอระหว่างรอบเดือน แม้ปริมาณเลือดอาจไม่มาก แต่บางรายอาจมีเลือดออกนานกว่าปกติ
ประจำเดือนมาเยอะ จนต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อย

ประจำเดือนมามากผิดปกติ (Heavy Menstrual Bleeding/ Menorrhagia) 

ลักษณะที่พบคือ มีเลือดประจำเดือนออกต่อเนื่องยาวนานเกิน 7 วัน หรือมีปริมาณเลือดมากกว่าปกติอย่างชัดเจน เช่น ต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยทุก 1–2 ชั่วโมง และยังคงชุ่มอยู่ตลอด ซึ่งอาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันและเสี่ยงต่อภาวะโลหิตจาง

ประจำเดือนกะปริดกะปรอย

เลือดออกกะปริดกะปรอย (Spotting)

เป็นภาวะที่มีเลือดออกทางช่องคลอดเพียงเล็กน้อย ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่ไม่ใช่รอบประจำเดือนปกติ อาจพบเป็นครั้งคราวหรือเกิดซ้ำได้ และควรได้รับการประเมินสาเหตุเพิ่มเติมหากเกิดบ่อย

สนใจรับบริการทักแชทได้เลยค่ะ

สาเหตุของประจำเดือนผิดปกติ

ประจำเดือนที่มาไม่สม่ำเสมอหรือเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม อาจเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งความผิดปกติของฮอร์โมน โรคทางนรีเวช ไปจนถึงพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน โดยสาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่

ความไม่สมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย

ความผิดปกติของระบบฮอร์โมนอาจเกิดจากภาวะทางสุขภาพหลายอย่าง เช่น ภาวะ PCOS ซึ่งทำให้ระดับฮอร์โมนบางชนิดสูงผิดปกติอย่างต่อเนื่อง ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ ทั้งภาวะที่ฮอร์โมนไทรอยด์สูงหรือต่ำเกินไป รวมถึงเนื้องอกที่ต่อมใต้สมอง และภาวะหมดประจำเดือนก่อนวัยอันควร ซึ่งล้วนส่งผลต่อการควบคุมรอบเดือน

ความเครียดและการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัว

ความเครียดสะสมสามารถรบกวนการทำงานของสมองส่วนที่ควบคุมฮอร์โมนได้ ขณะเดียวกัน น้ำหนักตัวที่เปลี่ยนแปลงมากเกินไปก็มีผลเช่นกัน ผู้ที่มีน้ำหนักน้อยมากอาจมีไขมันไม่เพียงพอสำหรับการผลิตฮอร์โมนที่ช่วยให้เกิดการตกไข่ ส่วนผู้ที่มีน้ำหนักเกินอาจมีการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนมากเกินไป ส่งผลให้รอบเดือนแปรปรวน

ประจำเดือนผิดปกติ กับ PCOS

ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS)

เป็นความผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อที่พบได้บ่อยในผู้หญิงอายุประมาณ 18-45 ปี เกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมนหลายระดับ รวมถึงที่รังไข่ ทำให้มีฮอร์โมนเพศชายสูงกว่าปกติ ผู้ป่วยอาจมีอาการร่วม เช่น ผิวมัน สิวขึ้นง่าย หรือมีขนดก และมักพบปัญหาประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ

ความผิดปกติของมดลูกและเยื่อบุโพรงมดลูก

เช่น เนื้องอกมดลูก หรือความหนาผิดปกติของเยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งอาจทำให้ประจำเดือนมามาก มานาน หรือมาไม่เป็นรอบ

การตั้งครรภ์และการให้นมบุตร

ในช่วงตั้งครรภ์หรือระหว่างให้นมบุตร ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน ส่งผลให้ประจำเดือนหยุดไปหรือมาไม่ปกติ

วัยทองหรือวัยหมดประจำเดือน

มักเกิดในช่วงอายุ 45–55 ปี เนื่องจากระดับฮอร์โมนเริ่มลดลง ทำให้การตกไข่ไม่สม่ำเสมอหรือหยุดไป ส่งผลให้รอบเดือนแปรปรวนก่อนจะหมดไปในที่สุด

การใช้ยาบางชนิดและสารบางประเภท

ยาบางกลุ่ม เช่น ยาคุมกำเนิด ยารักษาทางจิตเวช ยาต้านซึมเศร้า ยาเคมีบำบัด ยารักษาความดันโลหิตสูง รวมถึงสารเสพติด อาจมีผลต่อการทำงานของฮอร์โมนและทำให้ประจำเดือนผิดปกติได้

อาการประจำเดือนไม่ปกติเป็นยังไง

ประจำเดือนที่ผิดปกติอาจแสดงออกได้หลายลักษณะ ไม่ได้หมายถึงแค่มามากหรือไม่มาเท่านั้น หากพบอาการต่อไปนี้ ควรสังเกตและพิจารณาเข้ารับการตรวจจากแพทย์

ประจำเดือนมามาก

มีเลือดประจำเดือนออกต่อเนื่องยาวนานเกิน 7 วัน หรือมีปริมาณมากจนต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยมาก เช่น ทุก ๆ ชั่วโมง รวมถึงต้องลุกมาเปลี่ยนผ้าอนามัยระหว่างการนอนหลับ นอกจากนี้ ในผู้หญิงที่มีอายุประมาณ 50 ปีหรือใกล้วัยหมดประจำเดือน

หากพบว่าประจำเดือนกลับมามากขึ้นผิดจากเดิม ทั้งที่ตามปกติควรจะค่อย ๆ ลดลง ถือเป็นสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม

มาน้อย

มีเลือดประจำเดือนออกในปริมาณน้อยมาก หรือมีระยะเวลาสั้นกว่าปกติอย่างชัดเจน เช่น มาไม่ถึง 2 วัน

เลือดออกกะปริดกะปรอย

พบเลือดออกทางช่องคลอดในช่วงที่ไม่ใช่รอบประจำเดือน ซึ่งอาจเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวหรือเกิดซ้ำ ๆ

มาไม่เป็นรอบ

ประจำเดือนมา ๆ หาย ๆ ไม่เป็นรอบแน่นอน อาจเกิดจากการตกไข่ที่ไม่สม่ำเสมอหรือไม่มีการตกไข่เลย ซึ่งพบได้ในหลายภาวะ เช่น ภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบ (PCOS) ภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัย (POI) ภาวะไข่ตกน้อยลง (DOR) ความผิดปกติของการทำงานของไฮโปทาลามัสและต่อมใต้สมอง หรือความไม่สมดุลของฮอร์โมน

ตรวจนรีเวชคลิก

สีผิดปกติ

โดยทั่วไป เลือดประจำเดือนในช่วงแรกมักมีสีแดงคล้ำเล็กน้อย และจะเปลี่ยนเป็นสีแดงสดในวันถัดมา หรือบางรายอาจเริ่มต้นด้วยสีแดงสดและค่อย ๆ เข้มขึ้นในช่วงท้ายรอบ

แต่หากพบว่าเลือดประจำเดือนมีสีจางมากผิดปกติ หรือมีลักษณะคล้ายสีเหลืองใส ควรรีบเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ

ประจำเดือนผิดปกติ สนใจพบแพทย์ทักแชทได้เลยค่ะ

ปัจจัยที่มีผลทำให้ประจำเดือนมาผิดปกติ

ความผิดปกติของประจำเดือนสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งปัจจัยทางร่างกายและพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน โดยปัจจัยที่พบได้บ่อย ได้แก่

ความแปรปรวนของฮอร์โมนในร่างกาย

หากระดับฮอร์โมนไม่สมดุล เช่น ฮอร์โมนเพศชายสูงกว่าปกติ การใช้ยาคุมกำเนิดต่อเนื่องเป็นเวลานาน หรือความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ อาจรบกวนการทำงานของระบบสืบพันธุ์ นอกจากนี้ยังรวมถึงภาวะทางการแพทย์ เช่น ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS) ภาวะไข่ไม่ตกเรื้อรัง หรือภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัย ซึ่งส่งผลให้การสร้างฮอร์โมนเพศลดลง

ภาวะความเครียดและสภาพจิตใจ

ความเครียดสะสมหรือความกังวลต่อเนื่องสามารถส่งผลต่อการควบคุมฮอร์โมนจากสมอง เนื่องจากระบบฮอร์โมนเพศมีความละเอียดอ่อน เมื่อถูกกระทบจึงอาจทำให้รอบเดือนแปรปรวนหรือขาดหายได้

การนอนหลับและการพักผ่อน

การนอนหลับไม่เพียงพอหรือพักผ่อนไม่เป็นเวลา อาจกระตุ้นให้ร่างกายอยู่ในภาวะเครียด ส่งผลต่อการหลั่งฮอร์โมนที่ควบคุมรอบเดือน และทำให้ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ

วิธีการคุมกำเนิดที่ใช้

การรับประทานยาคุมกำเนิดไม่ตรงเวลา เช่น ลืมรับประทานในบางวัน อาจทำให้เกิดเลือดออกกะปริบกะปรอยได้ ขณะเดียวกัน วิธีคุมกำเนิดบางชนิด เช่น ยาฝัง ห่วงคุมกำเนิด หรือยาฉีด อาจส่งผลให้ประจำเดือนมามากขึ้น มาน้อยลง หรือขาดประจำเดือนไปชั่วคราวในบางราย

การใช้ยาที่มีผลต่อระบบประสาทและอารมณ์

ยาบางกลุ่ม เช่น ยารักษาภาวะซึมเศร้าหรือยาที่มีผลต่ออารมณ์ อาจส่งผลต่อการทำงานของต่อมใต้สมอง ซึ่งเป็นศูนย์ควบคุมการหลั่งฮอร์โมน ส่งผลให้รอบเดือนเปลี่ยนแปลงได้

การเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัวอย่างรวดเร็ว

การลดหรือเพิ่มน้ำหนักในระยะเวลาสั้น ๆ สามารถกระทบต่อสมดุลฮอร์โมน ทั้งในระดับสมองและการทำงานของรังไข่ ส่งผลให้ประจำเดือนมาผิดปกติหรือขาดหายได้

ตรวจนรีเวชที่อินทัชเมดิแคร์

ตรวจประจำเดือนผิดปกติ ตรวจอะไรบ้าง

เมื่อเข้ารับการตรวจประจำเดือนผิดปกติ แพทย์จะพิจารณาการตรวจที่เหมาะสมตามอาการของผู้ป่วย เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง โดยการตรวจที่มักใช้ประกอบการวินิจฉัย ได้แก่

การตรวจสุขภาพพื้นฐาน

แพทย์จะประเมินสุขภาพโดยรวม เช่น การวัดความดันโลหิต น้ำหนักตัว และคำนวณดัชนีมวลกาย (BMI) เพื่อดูว่าปัจจัยด้านน้ำหนักหรือภาวะสุขภาพทั่วไปมีส่วนส่งผลต่อความแปรปรวนของรอบประจำเดือนหรือไม่

การตรวจระดับฮอร์โมนในเลือด

การเจาะเลือดเพื่อตรวจฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์และต่อมไร้ท่อ เช่น ฮอร์โมนเพศหญิง (FSH, LH, Estradiol, Progesterone) ฮอร์โมนไทรอยด์ (TSH, Free T4) และฮอร์โมนโปรแลคติน ซึ่งหากมีความผิดปกติอาจส่งผลโดยตรงต่อการมาของประจำเดือน

การตรวจด้วยอัลตราซาวด์มดลูกและรังไข่

ช่วยประเมินโครงสร้างของอวัยวะสืบพันธุ์ เพื่อค้นหาความผิดปกติ เช่น ภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบ (PCOS) เนื้องอกมดลูก หรือความหนาผิดปกติของเยื่อบุโพรงมดลูก

การตรวจการตั้งครรภ์

แพทย์อาจแนะนำให้คุณตรวจเพื่อยืนยัน หรือแยกสาเหตุจากการตั้งครรภ์ เพราะการตั้งครรภ์เป็นอีกหนึ่งในปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้ประจำเดือนเปลี่ยนแปลงหรือขาดหายได้

คุณกำลังมีอาการของประจำเดือนผิดปกติอยู่รึเปล่า? มามาก, มาน้อย, มานานหลายวัน, เป็นลิ่มหนา, ปวดท้องน้อยหรือปวดประจำเดือนมากผิดปกติ

ขั้นตอนการตรวจวินิจฉัย

แพทย์จะประเมินหาสาเหตุของความผิดปกติผ่านกระบวนการตรวจต่าง ๆ อย่างเป็นลำดับ เพื่อให้สามารถวินิจฉัยได้อย่างเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย โดยขั้นตอนที่อาจพิจารณา ได้แก่

ตรวจประจำเดือรผิดปกติ

1. การซักประวัติและตรวจร่างกาย แพทย์จะสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับลักษณะรอบประจำเดือนที่ผ่านมา ความสม่ำเสมอ ระยะเวลา และปริมาณเลือด รวมถึงทำการตรวจภายในเพื่อประเมินความผิดปกติของอวัยวะสืบพันธุ์ หากผู้ป่วยมีการบันทึกรอบประจำเดือนอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้แพทย์ประเมินสาเหตุได้แม่นยำยิ่งขึ้น

2. การประเมินภาวะการตั้งครรภ์ ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงหรือมีอาการเข้าได้กับการตั้งครรภ์ แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจเพื่อยืนยันว่ามีการตั้งครรภ์หรือไม่ เนื่องจากเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ประจำเดือนผิดปกติ

3. การตรวจเลือด การตรวจเลือดช่วยประเมินความผิดปกติของฮอร์โมน ภาวะโลหิตจาง หรือปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกับอาการที่พบ

4. การตรวจทางพันธุกรรมในบางกรณี สำหรับผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 40 ปี และมีข้อบ่งชี้เฉพาะ แพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติมเพื่อประเมินความเสี่ยงของภาวะรังไข่หยุดทำงานก่อนวัยอันควร

5. การตรวจด้วยอัลตราซาวด์มดลูกและรังไข่ การใช้อัลตราซาวด์ช่วยให้แพทย์เห็นโครงสร้างของมดลูกและรังไข่ เพื่อค้นหาความผิดปกติ เช่น ความเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุโพรงมดลูก หรือความผิดปกติของรังไข่

ตรวจนรีเวชที่อินทัชเมดิแคร์

แนวทางการรักษาของแพทย์

  1. ซักประวัติ เมื่อผู้ป่วยเข้ารับการตรวจ แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติอย่างละเอียด โดยให้ความสำคัญกับประวัติด้านสูตินรีเวชเป็นหลัก เช่น ประวัติการตั้งครรภ์ในอดีต วิธีการคุมกำเนิดที่ใช้อยู่หรือเคยใช้ การเข้ารับการตรวจภายในและการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก รวมถึงลักษณะและความสม่ำเสมอของรอบประจำเดือนที่ผ่านมา
  2. ตรวจร่างกายและตรวจภายใน แพทย์จะทำการตรวจร่างกายร่วมกับการตรวจภายใน เพื่อประเมินความผิดปกติของอวัยวะในอุ้งเชิงกราน และในบางกรณีอาจพิจารณาใช้อัลตราซาวด์เพิ่มเติม หากพบข้อบ่งชี้ที่ต้องตรวจอย่างละเอียดมากขึ้น
  3. ตรวจหาการตั้งครรภ์ แพทย์จะประเมินความเป็นไปได้ของการตั้งครรภ์ควบคู่ไปด้วย โดยอาจแนะนำให้ตรวจปัสสาวะเพื่อยืนยันผลในรายที่มีความเสี่ยงหรือมีอาการเข้าได้กับการตั้งครรภ์
  4. แพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติม หากผู้ป่วยมีปัจจัยเสี่ยงต่อความผิดปกติของเยื่อบุโพรงมดลูก แพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติม โดยใช้เครื่องมือเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อจากโพรงมดลูก เพื่อนำไปตรวจวิเคราะห์ทางแล็บอย่างละเอียดต่อไป

อาการแบบไหนควรมาพบแพทย์

หากมีความผิดปกติเกี่ยวกับประจำเดือนหรือมีเลือดออกจากช่องคลอดในลักษณะต่อไปนี้ ควรรีบเข้ารับการตรวจจากแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่ชัดเจน

  • มีประจำเดือนออกมากผิดปกติ แม้จะมาตรงตามรอบเดือน แต่ต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยกว่าปกติ ใช้ผ้าอนามัยขนาดใหญ่ขึ้น หรือจำเป็นต้องใช้ผ้าอ้อมอนามัย ร่วมกับการมีลิ่มเลือดปน และเริ่มมีอาการเวียนศีรษะ หน้ามืด เป็นลม หรือได้รับการตรวจพบภาวะโลหิตจาง
  • ระยะเวลาที่มีประจำเดือนยาวนานกว่าปกติ เช่น จากเดิมที่มักหมดภายในไม่เกิน 7 วัน แต่กลับมีเลือดออกต่อเนื่องยาวนานถึงประมาณ 10 วันหรือมากกว่า
  • มีเลือดออกผิดปกตินอกรอบประจำเดือน เช่น เลือดออกกะปริบกะปรอย หรือมีประจำเดือนมากกว่าหนึ่งครั้งภายในเดือนเดียว
  • ประจำเดือนขาดหาย ไม่มาตามรอบ หรือไม่มานานติดต่อกันหลายเดือน โดยไม่ได้มีการตั้งครรภ์
  • มีเลือดออกทางช่องคลอดหลังมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งไม่ใช่อาการปกติที่ควรมองข้าม

จะเห็นได้ว่าประจำเดือนที่ผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นการที่มาไม่สม่ำเสมอ มามากผิดปกติจนต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อย หรือมีเลือดออกกะปริบกะปรอยในช่วงที่ไม่ใช่รอบเดือนนั้น เป็นสัญญาณเตือนสำคัญที่ร่างกายกำลังบอกเราว่ามีบางอย่างไม่สมดุล ซึ่งมักเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ปัญหาฮอร์โมนโดยเฉพาะภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบ (PCOS) ความเครียด การเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัว หรือความผิดปกติที่มดลูกโดยตรง

ดังนั้น หากคุณมีอาการที่น่ากังวลอย่าง เลือดออกมากจนมีอาการหน้ามืดเป็นลม มานานกว่า 7 วัน หรือประจำเดือนขาดหายไปติดต่อกันหลายเดือนโดยไม่ได้ตั้งครรภ์ คุณควรรีบมาพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด ทั้งการตรวจระดับฮอร์โมนและการอัลตราซาวด์ เพื่อที่เราจะได้ทราบสาเหตุที่แท้จริงและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมให้กับคุณได้ทันท่วงทีนะคะ

เอกสารอ้างอิง

  1. เวชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย. แนวทางเวชปฏิบัติด้านสูติศาสตร์–นรีเวชวิทยา เรื่องภาวะประจำเดือนผิดปกติ. ประเทศไทย.
  2. หน่วยสูติศาสตร์ล้านนา. แนวทางการดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะประจำเดือนผิดปกติ. ประเทศไทย.
  3. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก. บทความความรู้สำหรับสุภาพสตรี เรื่องภาวะประจำเดือนผิดปกติ.
  4. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาการุณ. บทความสาระสุขภาพ เรื่องประจำเดือนมาไม่ปกติ.

บทความน่าสนใจ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

แก้ไขล่าสุด : 22/12/2025

อนุญาตให้ใช้งานภาพโดยไม่ต้องขออนุญาต เฉพาะในเชิงให้ความรู้ หรือเพื่อการศึกษาเท่านั้น โดยต้องให้เครดิตหรือแสดงแหล่งที่มาของ intouchmedicare.com