รักษาก้างปลาติดคอ ที่อินทัชเมดิแคร์ ถูกวิธี ไม่ต้องรอคิวนาน

รักษาก้างปลาติดคอ

ก้างปลาติดคอเป็นอุบัติเหตุที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในประเทศที่นิยมรับประทานปลา หากดูเหมือนไม่รุนแรงแต่ในบางรายอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้ หากดูแลไม่ถูกวิธี ดังนั้นจึงแนะนำให้รักษาก้างปลาติดคอกับแพทย์ค่ะ

ข้อมูลน่ารู้เกี่ยวกับการรักษาก้างปลาติดคอ

ก้างปลาติดคอคืออะไร เกิดขึ้นบริเวณไหนของลำคอ

ก้างปลาติดคอ คือภาวะที่ก้างปลาหรือเศษกระดูกเล็กๆ ฝังหรือติดอยู่ในเยื่อบุทางเดินอาหารส่วนต้น โดยพบบ่อยบริเวณ

  1. ต่อมทอนซิล
  2. โคนลิ้น
  3. คอหอย
  4. หลอดอาหารส่วนต้น

ตำแหน่งที่ติดมักขึ้นกับขนาดและลักษณะของก้างปลา รวมถึงวิธีการกลืนอาหาร

อาการแบบไหนที่ควรมาพบแพทย์

  1. เจ็บคอหรือระคายคอมาก
  2. กลืนเจ็บ กลืนลำบาก
  3. รู้สึกเหมือนมีของแหลมทิ่มอยู่ตลอด
  4. เจ็บร้าวไปที่หู
  5. มีเลือดออก น้ำลายปนเลือด
  6. มีไข้ บวม เจ็บมากขึ้นเรื่อย ๆ

ควรมาพบแพทย์ทันทีหากมีอาการหายใจลำบาก หรือเสียงเปลี่ยน

ค่าใช้จ่ายในการรักษาก้างปลาติดคอ

ค่าใช้จ่ายขึ้นกับวิธีรักษาและความซับซ้อนของเคส โดยทั่วไปอาจประกอบด้วย ค่าตรวจแพทย์ ค่าอุปกรณ์เอาก้างปลาออก และค่ายาฆ่าเชื้อแลยาแก้ปวด หากก้างติดลึกหรือมีภาวะแทรกซ้อน อาจต้องส่งต่อโรงพยาบาลเพื่อส่องกล้อง ซึ่งค่าใช้จ่ายจะสูงขึ้นตามความจำเป็น

รักษาก้างปลาติดคอที่อินทัชเมดิแคร์ราคาเท่าไร

  • ราคาการรักษาก้างปลาติดคอ เริ่มต้น 1,840 บาท
  • ราคาอาจเปลี่ยนแปลงตามคำวินิจฉัยของแพทย์
ราคาการรักษาก้างปลาติดคอ

วิธีการรักษาก้างปลาติดคอ

แพทย์จะเลือกวิธีรักษาตามตำแหน่งและความลึกของก้างปลา เช่น

  1. ตรวจช่องปากและลำคอด้วยไฟและอุปกรณ์เฉพาะ
  2. ใช้คีมคีบก้างปลาออก
  3. ใช้ยาชาเฉพาะที่เพื่อลดอาการเจ็บ
  4. หากมองไม่เห็นก้าง อาจต้องส่องกล้องหรือเอกซเรย์เพิ่มเติม
สนใจรับบริการและพบแพทย์ที่อินทัชเมดิแคร์ ทักแชทได้เลยค่ะ

การเตรียมตัวก่อนมารักษาก้างปลาติดคอที่คลินิก

  • งดพยายามเอาก้างออกเอง
  • งดกลืนอาหารแข็งหรืออาหารชิ้นใหญ่
  • แจ้งแพทย์ว่าเริ่มมีอาการตั้งแต่เมื่อไร รับประทานอาหารประเภทไหนมา
  • แจ้งประวัติโรคประจำตัวหรือการแพ้ยา

หลังจากเอาก้างปลาติดคอออกแล้ว เยื่อบุลำคออาจยังมีการระคายเคืองหรือแผลเล็ก ๆ การดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมจะช่วยให้แผลหายเร็ว ลดการอักเสบ และป้องกันภาวะแทรกซ้อน

วิธีดูแลตัวเองหลังเอาก้างปลาติดคอออกแล้ว

  • เลือกรับประทานอาหารที่อ่อนและไม่ระคายคอ ในช่วง 1–2 วันแรก ควรรับประทานอาหารอ่อน เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก ซุป อาหารอุณหภูมิอุ่นหรือปกติ ควรหลีกเลี่ยงอาหารแข็ง เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด หรือร้อนจัด เพราะอาจระคายแผลในลำคอ

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ ช่วยให้ลำคอชุ่มชื้น ลดการระคายเคือง และช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น ควรจิบน้ำบ่อย ๆ แทนการดื่มรวดเดียวจำนวนมาก

  • กลั้วคอด้วยน้ำเกลืออุ่น สามารถกลั้วคอด้วยน้ำเกลืออุ่นวันละ 2–3 ครั้ง ช่วยลดการอักเสบ ลดเชื้อโรค และบรรเทาอาการเจ็บคอ

  • รับประทานยาตามแพทย์สั่ง หากแพทย์ให้ยาแก้ปวด ยาฆ่าเชื้อ หรือยาลดการอักเสบ ควรรับประทานให้ครบตามคำแนะนำ และไม่ควรหยุดยาเอง

  • หลีกเลี่ยงการแหย่คอหรือพยายามตรวจเอง ไม่ควรใช้นิ้วหรืออุปกรณ์ใดๆ แหย่คอ เพราะอาจทำให้แผลถลอก บวม หรือเกิดการติดเชื้อซ้ำ

  • พักผ่อนให้เพียงพอ ช่วยให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเองได้ดีขึ้น และช่วยให้การอักเสบลดลงเร็ว

  • สังเกตอาการผิดปกติ ควรกลับมาพบแพทย์ทันที หากมีอาการ เจ็บคอมากขึ้น หรือเจ็บไม่ลด บวม แดง หรือมีไข้ กลืนลำบากมากขึ้น มีเลือดออกหรือน้ำลายปนเลือด หรือรู้สึกเหมือนยังมีก้างติดอยู่

ประสบการณ์แพทย์รักษาก้างปลาติดคอ

“ผู้ป่วยผู้ใหญ่ หลังรับประทานปลาแล้วรู้สึกเหมือนมีก้างทิ่มอยู่ที่ลำคอด้านขวา ตัดสินใจมาพบแพทย์ทันที และผู้ป่วยสามารถบอกตำแหน่งที่เจ็บได้ค่อนข้างชัดเจน หมอได้้ตรวจช่องปากและลำคอด้วยไฟฉายและกดลิ้น พบก้างปลาติดอยู่บริเวณโคนลิ้นด้านขวา จากนั้นใช้อุปกรณ์เฉพาะทางคีบก้างปลาออกอย่างระมัดระวัง ผู้ป่วยรู้สึกโล่งและอาการเจ็บลดลงทันทีหลังเอาก้างออก”

แพทย์หญิงภัทราพร ศรีพระคุณ ว.56788
 – แพทย์ประจำคลินิก –

พบแพทย์ที่อินทัชเมดิแคร์ ทักแชทได้เลยค่ะ

ในบางกรณีอาจไม่สามารถมองเห็นก้างปลาได้ด้วยตาเปล่า โดยเฉพาะเมื่อก้างติดอยู่ลึกหรืออยู่ในตำแหน่งที่มองไม่ชัด กรณีดังกล่าวแพทย์จะพิจารณาส่งต่อผู้ป่วยไปรักษาที่โรงพยาบาล เพื่อหาตำแหน่งของก้างปลาเพิ่มเติมด้วยการส่องกล้องหรือการตรวจทางรังสีวิทยา เพื่อให้การรักษามีความปลอดภัยและแม่นยำมากขึ้น

หากสงสัยว่ามีก้างปลาติดคอ และยังมีอาการเจ็บหรือระคายอยู่ ไม่ควรพยายามเอาก้างออกเองด้วยตนเอง ควรมาพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะหากก้างยังอยู่ในตำแหน่งตื้น การรักษาจะทำได้ง่าย ใช้เวลาไม่นาน และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน

บทความที่น่าสนใจ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

แก้ไขล่าสุด : 15/12/2025

อนุญาตให้ใช้งานภาพโดยไม่ต้องขออนุญาต เฉพาะในเชิงให้ความรู้ หรือเพื่อการศึกษาเท่านั้น โดยต้องให้เครดิตหรือแสดงแหล่งที่มาของ intouchmedicare.com