โรคเกาต์ เป็นหนึ่งในสาเหตุของอาการปวดข้อเฉียบพลันที่พบได้บ่อย เกิดจากการสะสมของผลึกกรดยูริกในข้อ ทำให้เกิดอาการปวด บวม แดง และเคลื่อนไหวลำบาก การเข้าใจสาเหตุ อาการ และแนวทางรักษาที่ถูกต้อง จะช่วยลดการกำเริบและป้องกันความเสียหายของข้อในระยะยาว
ข้อมูลที่ควรรู้เกี่ยวกับโรคเกาต์
- โรคเกาต์คืออะไร
- อาการที่บ่งบอกว่าคุณอาจเป็นโรคเกาต์
- สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง
- โรคเกาต์เกิดขึ้นที่ข้อใดได้บ้าง

- ระยะของเกาต์
- ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นโรคเกาต์

- แนวทางการรักษาโรคเกาต์
- ข้อควรทราบเรื่องการปรับพฤติกรรม
- ตอบคำถามที่พบบ่อยเรื่องเกาต์
โรคเกาต์คืออะไร
โรคเกาต์ (Gout) คือ ภาวะข้ออักเสบที่เกิดจากการสะสมของผลึกยูเรต (Monosodium Urate Crystal – MSU) ภายในข้อและเนื้อเยื่อรอบข้อ ผลึกชนิดนี้เกิดขึ้นเมื่อระดับกรดยูริกในเลือดสูงเกินจุดอิ่มตัว (มากกว่า 6.8 mg/dL) เป็นระยะเวลานาน จนตกตะกอนเป็นผลึกรูปเข็มสะสมอยู่ในข้อ
กรดยูริกเป็นผลพลอยได้จากการสลายสารพิวรีน (Purine) ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของ DNA (พบได้ในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด) โดยทั่วไปสัดส่วนกรดยูริกในเลือดมาจากร่างกายสร้างขึ้นเองประมาณสองในสาม และได้รับจากอาหารอีกหนึ่งในสาม
อาการที่บ่งบอกว่าอาจเป็นโรคเกาต์
อาการของโรคเกาต์มีลักษณะเฉพาะที่ช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้จากการซักประวัติและตรวจร่างกาย โดยอาการเด่นที่บ่งชี้ ได้แก่
- ปวดข้อเฉียบพลันรุนแรง มักเกิดในช่วงกลางคืนหรือตื่นนอนเช้า ผู้ป่วยมักบรรยายว่าปวดจนเดินไม่ได้ หรือเพียงผ้าห่มสัมผัสก็ทนไม่ได้
- บวม แดง ร้อนรอบข้อชัดเจน
- อาการรุนแรงสูงสุดภายใน 6–24 ชั่วโมงแรก และมักทุเลาลงเองได้ภายใน 7–14 วัน
- มักเริ่มที่ข้อเดียว โดยเฉพาะข้อโคนนิ้วโป้งเท้าพบได้บ่อยที่สุด
- อาจมีไข้ต่ำ ๆ และอ่อนเพลียร่วมในช่วงที่กำเริบ
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง
กรดยูริกที่สูงขึ้นมาจาก 2 กลไกหลัก
- ไตขับกรดยูริกได้น้อยกว่าปกติ — เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด (ราวร้อยละ 80–90 ของผู้ป่วย) มักเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมและการทำงานของไตของแต่ละคน
- ร่างกายสร้างกรดยูริกมากเกินไป — พบได้น้อยกว่า เช่น ในผู้ที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรมของเอนไซม์ หรือมีภาวะที่เซลล์ถูกทำลายจำนวนมาก
ปัจจัยที่กระตุ้นให้กรดยูริกสูงและทำให้กำเริบ
เมื่อมีพื้นฐานกรดยูริกสูงอยู่แล้ว ปัจจัยต่อไปนี้จะเร่งให้กรดยูริกสูงขึ้นหรือกระตุ้นการกำเริบ
- แอลกอฮอล์ ทั้งเบียร์ ไวน์ และสุรา ล้วนเพิ่มความเสี่ยง โดยเพิ่มขึ้นตามปริมาณที่ดื่ม
- เครื่องดื่มน้ำตาลฟรุกโตสสูง น้ำอัดลม น้ำหวาน น้ำผลไม้สำเร็จรูป ไปเร่งการสร้างกรดยูริก
- อาหารพิวรีนสูง เครื่องในสัตว์ อาหารทะเลบางชนิด และเนื้อแดงในปริมาณมาก
- ยาบางชนิด ยาขับปัสสาวะกลุ่ม thiazide และ loop diuretic, แอสไพรินขนาดต่ำ
- ภาวะขาดน้ำ ทำให้กรดยูริกในเลือดเข้มข้นขึ้น เช่น ทำงานกลางแดดร้อนแล้วดื่มน้ำน้อย
- เหตุการณ์กระตุ้นเฉียบพลัน การบาดเจ็บที่ข้อ การผ่าตัด การเจ็บป่วยรุนแรง หรือการเริ่ม/เปลี่ยนขนาดยาลดกรดยูริกอย่างกะทันหัน
โรคเกาต์เกิดขึ้นที่ข้อใดได้บ้าง
โรคเกาต์เกิดได้กับข้อแทบทุกข้อในร่างกาย แต่ตำแหน่งที่พบบ่อยมักเป็นข้อบริเวณส่วนล่างของร่างกายและข้อที่อยู่ห่างจากศูนย์กลาง เนื่องจากอุณหภูมิที่ต่ำกว่าทำให้ผลึกยูเรตตกตะกอนได้ง่ายกว่า โดยตำแหน่งที่พบบ่อยที่สุดตามลำดับ คือ
- ข้อโคนนิ้วโป้งเท้า

- ข้อเท้า
- ข้อเข่า
- ข้อมือ
- ข้อนิ้วมือ
ระยะของโรคเกาต์
โรคเกาต์แบ่งการดำเนินของโรคออกเป็น 4 ระยะ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ผู้ป่วยจะดำเนินโรคจากระยะแรกไปสู่ระยะเรื้อรังในช่วงเวลาหลายปี
- ระยะกรดยูริกสูงแบบไม่มีอาการ (Asymptomatic Hyperuricemia) ตรวจเลือดพบกรดยูริกสูงเกินจุดอิ่มตัว (มากกว่า 6.8 mg/dL) แต่ยังไม่เคยมีอาการปวดข้อหรือก้อนโทไฟ ระยะนี้ส่วนใหญ่ยังไม่ต้องใช้ยาลดกรดยูริก แต่ควรเริ่มปรับพฤติกรรมเพื่อชะลอการดำเนินของโรค
- ระยะกำเริบเฉียบพลัน (Acute Gout Flare) เกิดอาการปวด บวม แดง ร้อนที่ข้ออย่างเฉียบพลันและรุนแรง มักเป็นข้อเดียว โดยเฉพาะข้อโคนนิ้วโป้งเท้า อาการรุนแรงสูงสุดใน 24 ชั่วโมงแรก แล้วทุเลาลงเองใน 7–14 วัน เป็นระยะที่ผู้ป่วยมาพบแพทย์มากที่สุด
- ระยะสงบระหว่างการกำเริบ (Intercritical Period) ช่วงที่ไม่มีอาการระหว่างการกำเริบแต่ละครั้ง อาจกินเวลาเป็นเดือนหรือเป็นปี ผู้ป่วยหลายคนเข้าใจผิดว่าหายขาดและหยุดยาเอง ทั้งที่ผลึกยูเรตยังคงสะสมในข้ออยู่ตลอด
- ระยะเรื้อรังมีก้อนโทไฟ (Chronic Tophaceous Gout) เกิดในผู้ที่ไม่ได้รักษาต่อเนื่องเป็นเวลานาน ผลึกยูเรตสะสมจนเป็นก้อนโทไฟตามข้อ ใบหู หรือเอ็น ข้อเริ่มผิดรูปและถูกทำลายถาวร อาจมีภาวะแทรกซ้อนทางไตร่วมด้วย
ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นโรคเกาต์
|
ปัจจัยเสี่ยง |
รายละเอียด |
|---|---|
|
เพศและอายุ |
ผู้ชายอายุ 30 ปีขึ้นไป และผู้หญิงวัยหลังหมดประจำเดือน |
|
พันธุกรรม |
มีญาติสายตรง (พ่อ พี่ น้อง) เป็นโรคเกาต์ |
|
โรคประจำตัว |
ภาวะ metabolic syndrome – อ้วน เบาหวาน ความดันสูง ไขมันสูง รวมถึงโรคไตเรื้อรัง |
|
พฤติกรรม |
ดื่มแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม น้ำหวานเป็นประจำ กินอาหารพิวรีนสูง และดื่มน้ำน้อย |
แนวทางการรักษาโรคเกาต์
การรักษาโรคเกาต์แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก
การรักษาภาวะกำเริบเฉียบพลัน (Acute Flare)
เป้าหมายคือควบคุมการอักเสบให้เร็วที่สุด โดยควรเริ่มยาภายใน 24 ชั่วโมงแรกของอาการ ยาที่แนะนำเป็นลำดับแรกมี 3 กลุ่มที่มีประสิทธิผลใกล้เคียงกัน โดยเลือกตามโรคร่วมและความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย ได้แก่
- Colchicine – ยาต้านการอักเสบที่ใช้เฉพาะในโรคเกาต์
- ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs)
- ยากลุ่มกลูโคคอร์ติคอยด์ (glucocorticoid) หรือยาในกลุ่มสเตียรอยด์
นอกจากการใช้ยา การประคบเย็นบริเวณข้อที่อักเสบสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดและบวมได้ จึงอาจใช้เป็นการรักษาเสริมร่วมกับยา ส่วนการประคบร้อนอาจทำให้อาการแย่ลง จึงควรหลีกเลี่ยง
การรักษาระยะยาวด้วยยาลดกรดยูริก (Urate-Lowering Therapy)
ส่วนนี้คือหัวใจสำคัญของการรักษาเกาต์ในระยะยาว ผู้ที่ควรเริ่มยาลดกรดยูริก (Urate-lowering Therapy – ULT) ได้แก่
- ผู้ที่มีข้ออักเสบกำเริบอย่างน้อย 2 ครั้งต่อปี
- ผู้ที่มีก้อนโทไฟจากการตรวจร่างกาย
- ผู้ที่มีการทำลายข้อจากภาพถ่ายรังสี
เป้าหมายของการรักษาคือลดระดับกรดยูริกในเลือดให้ต่ำกว่า 6 mg/dL
เมื่อกรดยูริกลดลงถึงเป้าหมายและคงไว้ได้ ผลึกในข้อจะค่อย ๆ ละลาย ก้อนโทไฟจะยุบลง อัตราการกำเริบลดลง และช่วยชะลอการทำลายข้อได้
ข้อควรทราบเรื่องการปรับพฤติกรรม
การคุมอาหารช่วยลดระดับกรดยูริกในเลือดได้เพียง 1–2 mg/dL เท่านั้น ดังนั้นผู้ป่วยจำเป็นต้องรับประทานยาควบคู่กันไปกับการคุมอาหาร เพื่อให้กรดยูริกอยู่ในระดับเป้าหมายและป้องกันการกำเริบในระยะยาว
อาหารและการป้องกันการกำเริบซ้ำ
การปรับพฤติกรรมเป็นส่วนเสริมที่สำคัญในการป้องกันการกำเริบ โดยมีหลักปฏิบัติ ได้แก่
- ดื่มน้ำให้เพียงพออย่างน้อย 2 ลิตรต่อวัน
- ลดน้ำหนักอย่างค่อยเป็นค่อยไป
- งดหรือลดแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มน้ำตาลสูง
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอแบบไม่หักโหม
|
✓ ควรกิน |
✗ ควรเลี่ยง |
|
ผักทุกชนิด รวมผักโขม หน่อไม้ฝรั่ง เห็ด (ไม่เพิ่มความเสี่ยง) |
เครื่องในสัตว์ เช่น ตับ ไต กึ๋น สมอง หัวใจ |
|
ผลไม้ทั้งผล โดยเฉพาะเชอร์รี่ |
อาหารทะเลพิวรีนสูง เช่น ปลาซาร์ดีน แอนโชวี่ หอย |
|
นมและผลิตภัณฑ์นมไขมันต่ำ |
เนื้อแดงปริมาณมาก เช่น เนื้อวัว เนื้อหมูติดมัน |
|
ไข่ ถั่วเปลือกแข็ง เต้าหู้ ถั่วเหลือง |
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด ทั้งเบียร์ ไวน์ และสุรา |
|
ธัญพืชไม่ขัดสี กาแฟ น้ำเปล่า 2 ลิตร/วัน |
น้ำอัดลม น้ำหวาน น้ำผลไม้สำเร็จรูป (ฟรุกโตสสูง) |
สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของการกำเริบซ้ำ
ผู้ป่วยจำนวนมากที่กำเริบซ้ำ ไม่ได้เกิดจากการกินผิด แต่เกิดจากการหยุดยาเองเมื่ออาการดีขึ้น ทำให้กรดยูริกกลับมาสูงและกำเริบใหม่วนเป็นวงจร ยาลดกรดยูริกเป็นยาที่ต้องรับประทานต่อเนื่องระยะยาว ไม่ใช่ยาแก้ปวดที่ใช้เป็นครั้งคราว
ตอบคำถามที่พบบ่อยเรื่องเกาต์
เอกสารอ้างอิง
- สมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย. แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับการรักษาเกาต์และกรดยูริกในเลือดสูง พ.ศ. 2569 (2026 Thai Rheumatism Association Guideline for the Treatment of Gout and Hyperuricemia)
- FitzGerald JD, et al. 2020 ACR Guideline for the Management of Gout
นายแพทย์จิตรทิวัส อำนวยผล
แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป
แก้ไขล่าสุด : 23/06/2026
อนุญาตให้ใช้งานภาพโดยไม่ต้องขออนุญาต เฉพาะในเชิงให้ความรู้ หรือเพื่อการศึกษาเท่านั้น โดยต้องให้เครดิตหรือแสดงแหล่งที่มาของ intouchmedicare.com

