ฉีดยาคุมกำเนิด
 
 
 

ฉีดยาคุมกำเนิด (Injection Contraceptives) 

       การใช้ยาคุมแบบฉีด เป็นอีกวิธีที่ได้รับความนิยม เพราะไม่ต้องกลัวว่าจะลืมกินยา จึงเหมาะกับคนขี้ลืม และยังมีประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์สูง เป็นการยับยั้งการตกของไข่ ที่ทำให้เยื่อบุมดลูกบางจึงไม่เหมาะกับการฝังตัวของไข่ และยังทำให้มูกที่ปากมดลูกมีความเหนียวข้น จนอสุจิไม่สามารถผ่านเข้าไปได้ แต่สามารถคุมกำเนิดได้ในระยะสั้นเพียง 1 - 3 เดือนเท่านั้น และหากไม่ฉีดยาอย่างต่อเนื่องก็มีโอกาสที่จะตั้งครรภ์ได้เช่นกัน   

       ยาคุมแบบฉีดเป็นวิธีที่ช่วยคุมกำเนิดได้อย่างสะดวก ปลอดภัย มีประสิทธิภาพสูง เพียงฉีดยาคุมครั้งเดียวก็สามารถช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ได้ทันที ไม่ต้องกังวลกับการลืมกินยาคุมอีกต่อไป ไม่ต้องป้องกันทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ สามารถเลือกยาคุมกำเนิดตามระยะเวลาที่ต้องการได้ คือ ยาฉีดคุมกำเนิด 1 เดือน และยาฉีดคุมกำเนิดแบบ 3 เดือน หากต้องการคุมกำเนิดแบบต่อเนื่องหลายเดือนสามารถกลับมาฉีดยาคุมกำเนิดต่อได้ตามต้องการ

        กรณีที่ต้องการคุมกำเนิดเป็นระยะเวลานาน โดยไม่ต้องการมาฉีดยาคุมบ่อยๆ คุณสามารถเลือกใช้วิธีการคุมกำเนิดแบบฝังยาคุม วิธีนี้จะช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ได้อย่างยาวนาน การฝังยาคุมครั้งหนึ่งจะช่วยป้องกันได้นาน 3 - 5 ปี ช่วยให้คุมกำเนิดได้อย่างสบายใจ ปลอดภัย ไม่ต้องกินหรือฉีดยาคุมอีก

 

เลือกเนื้อหาที่คุณต้องการ

 

ยาฉีดคุมกำเนิด

 

ยาฉีดคุมกำเนิดเป็นฮอร์โมนสังเคราะห์มี 2 ชนิด 

  1. ยาฉีดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม ประกอบด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสโตเจน ยาฉีดคุมกำเนิดชนิดนี้จะใช้คุมกำเนิดได้นาน 1 เดือน โดยทั่วไปมักฉีดที่กล้ามเนื้อหัวไหล่ (แขน) หรือสะโพก และยากลุ่มนี้ยังทำให้มีประจำเดือนมาทุกเดือน

  2. ยาฉีดคุมกำเนิดชนิดที่มีฮอร์โมนโปรเจสโตเจนอย่างเดียว ใช้คุมกำเนิดได้นาน 3 เดือน โดยทั่วไปมักฉีดที่กล้ามเนื้อสะโพก ยานี้อาจทำให้ประจำเดือนมาผิดปกติ กล่าวคือช่วงแรกประจำเดือนอาจมาไม่สม่ำเสมอหรือมากะปริดกะปรอย ต่อมาจะค่อยๆลดลง และอาจหายไปได้

 

ข้อแตกต่างของยาฉีดคุมกำเนิด

 

ฉีดยาคุมกำเนิดแบบ 1 เดือน กับ 3 เดือน แบบไหนดีกว่ากัน ? 

1. ฉีดยาคุมแบบ 1 เดือน

  • เป็นยาคุมชนิดฮอร์โมนรวม (มีทั้งฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสติน)
  • นัดฉีดทุกเดือน เดือนละ 1 ครั้ง
  • ประจำเดือนจะมาตามปกติทุกเดือน
  • ไม่เหมาะกับผู้ให้นมบุตรเพราะจะทำให้น้ำนมแห้ง
  • ฉีดที่ต้นแขน
  • เริ่มฉีดภายใน 5 วันแรกของการมีประจำเดือน


2. ฉีดยาคุมแบบ 3 เดือน

  • เป็นยาคุมชนิดฮอร์โมนเดี่ยว (ฮอร์โมนโปรเจสติน)
  • นัดฉีดทุกๆ 3 เดือน
  • ประจำเดือนมากะปริดกะปรอยหรือ ประจำเดือนจะไม่มา (แต่ไม่ได้เป็นผลเสียต่อสุขภาพ)
  • เหมาะกับผู้ที่ให้นมบุตร
  • ฉีดที่สะโพก
  • เริ่มฉีดภายใน 5 วันแรกของการมีประจำเดือน

 

ผลดีของการฉีดยาคุมกำเนิด 

  1. มีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูงมาก

  2. สามารถรับบริการได้ง่าย เนื่องจากวิธีการและอุปกรณ์สำหรับการให้บริการไม่ยุ่งยาก เลือกให้บริการแก่สตรีทั่วไปได้อย่างกว้างขวาง เพราะยาฉีดมีข้อห้ามในการใช้ยาน้อย

  3. ไม่มีผลกับการมีเพศสัมพันธ์อาจจะทำให้ดีขึ้น เพราะไม่ต้องกังวลว่าจะตั้งครรภ์

  4. ไม่ต้องรับประทานยาคุมกำเนิดทุกวัน

  5. สามารถเลื่อนการนัดได้ไม่เกิน 2 สัปดาห์

  6. ใช้ได้ในทุกกลุ่มอายุ

  7. ไม่มีอาการข้างเคียงของเอสโตรเจน

  8. ป้องกันการตั้งครรภ์นอกมดลูก มะเร็งรังไข่ เนื้องอกในมดลูก

  9. ไม่เกิดโรคโลหิตจาง เพราะส่วนใหญ่ผู้ผู้รับบริการยาฉีดคุมกำเนิดนานๆ มักไม่มีประจำเดือน

 

ชนิดของยาฉีดคุมกำเนิด

 

 

ผลข้างเคียงของยาฉีดคุมกำเนิด 

  1. ประจำเดือนกะปริบกะปรอย มักจะเกิดในเข็มแรกๆ ซึ่งไม่เป็นอันตรายใดๆ หลังจากฉีดยา เข็มที่ 2-3 ประจำเดือนกะปริบกะปรอยจะน้อยลง

  2. มีประจำเดือนมากหรือมีนานกว่า 8 วัน หรือมีเป็นสองเท่าของประจำเดือนปกติพบได้น้อย ให้คำแนะนำว่าจะเป็นในช่วงเข็มแรก แต่ถ้ามีนานเกินไป ควรหาสาเหตุทางนรีเวชเพื่อให้การรักษา

  3. ไม่มีประจำเดือน ซึ่งไม่มีอันตรายใดๆ 

  4. น้ำหนักตัว อาจขึ้นได้1-2 กิโลกรัม ใน 1 ปีทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการรับประทานอาหาร และการออกกำลังกาย ถ้าน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมาก ควรหาสาเหตุอื่นด้วย

  5. อาการข้างเคียงอื่น ๆ เช่น อาจมีการวิงเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ มึนงง ใจสั่น อารมณ์เปลี่ยนแปลง หงุดหงิด อ่อนเพลีย

 

สรุป: ยาคุมกำเนิดทั้งแบบ 1 เดือนและ 3 เดือน เป็นวิธีคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพสูงทั้งคู่ มีข้อดีและข้อจำกัดที่ต่างกัน เพราะฉะนั้นจึงไม่สามารถฟันธงได้ว่าแบบไหนดีกว่ากัน ขึ้นอยู่กับสถานะและความสะดวกส่วนบุคคล

 

อินทัชเมดิแคร์ให้บริการฉีดยาคุมกำเนิด 

  1. ฉีดยาคุมกำเนิด แบบ 1 เดือน ราคาเริ่มต้นที่ 499 บาท

  2. ฉีดยาคุมกำเนิด แบบ 3 เดือน ราคาเริ่มต้นที่ 399 บาท

หมายเหตุ : ราคาอาจปรับเปลี่ยนตามคำวินิจฉัยของแพทย์

 

ฉีดยาคุมกำเนิด

 


สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
   Hot Line 081-562-7722 กดโทรออก
   ติดต่อ สอบถาม   
  @qns9056c
  อินทัชเมดิแคร์คลินิกเวชกรรม

  

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฉีดยาคุมกำเนิด 

ควรเริ่มฉีดยาคุมกำเนิดภายใน 5 วันแรกของการมีประจำเดือน

การเริ่มฉีดยาคุมกำเนิดนั้นควรเริ่มภายใน 5 วันแรกของการมีประจำเดือน เพื่อให้มีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกันได้ทันที และเพื่อให้แน่ใจว่าตอนที่เริ่มฉีดนั้นไม่ได้ตั้งครรภ์ หากเริ่มในช่วงเวลาอื่น ควรจะรอให้ครบ  7 วันก่อนค่อยมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกันได้  การฉีดยาคุมกำเนิดนั้นจะไม่ได้ช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ดังนั้น ถ้าต้องการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ควรใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วย

สามารถฉีดยาคุมได้ แต่แนะนำให้พบแพทย์เพื่อตรวจสอบการตั้งครรภ์และรับคำแนะนำจากแพทย์ก่อนฉีด

หากฉีดยาคุมกำเนิดแล้วมีอาการประจำเดือนมาไม่ปกติถือว่าเป็นอาการที่สามารถเกิดขึ้นได้ ผลที่เกิดขึ้นแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ไม่มีอันตรายกับร่างกาย

  • ยาคุมแบบ 1 เดือน เป็นยาคุมชนิดฮอร์โมนรวม (มีทั้งฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสติน) นัดฉีดทุกเดือน เดือนละ 1 ครั้ง ประจำเดือนจะมาตามปกติทุกเดือน

  • ยาคุมแบบ 3 เดือน  เป็นยาคุมชนิดฮอร์โมนเดี่ยว (ฮอร์โมนโปรเจสติน) นัดฉีดทุกๆ 3 เดือน ประจำเดือนมากะปริดกะปรอยหรือ ประจำเดือนจะไม่มา (แต่ไม่ได้เป็นผลเสียต่อสุขภาพ)

ถ้าต้องการเปลี่ยนช่วงเวลาการฉีดยาคุม ให้มาตามนัดที่ตรงกับวันที่จะฉีดเข็มถัดไป เพื่อเปลี่ยนยาใหม่ อาจมาก่อนวันนัดได้ เเต่ไม่ควรมาหลังวันนัด

ยาฉีดคุมกำเนิดมีทั้งชนิดฮอร์โมนรวม ซึ่งประกอบด้วยฮอร์โมนในกลุ่มเอสโตรเจนและฮอร์โมนในกลุ่มโพรเจสโตเจน และชนิดที่มีเพียงฮอร์โมนในกลุ่มโพรเจสโตเจนเพียงอย่างเดียว ควรฉีดตรงตามกำหนดเวลา อย่างไรก็ตามในกรณีที่ต้องฉีดก่อนกำหนด โดยทั่วไปยาคุมกำเนิดชนิดที่ต้องฉีดทุกเดือนสามารถฉีดได้ก่อนกำหนดเป็นระยะเวลา 7 วัน ส่วนชนิดที่ต้องฉีดทุก 3 เดือนสามารถฉีดได้ก่อนกำหนดเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์และการฉีดยาคุมกำเนิดจะมีเลือดคล้ายประจำเดือนออกผิดปกติ บางรายอาจออกกะปริบกะปรอยในช่วงแรก แต่ต่อมาจะค่อย ๆ น้อยลง และในบางรายอาจไม่มีเลือดคล้ายประจำเดือนออกมาในช่วงที่ยังมีการใช้ยาคุมกำเนิดชนิดฉีดอยู่