โรคกระเพาะอาหารเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อย หลายคนอาจเคยมีอาการปวดท้อง จุกเสียด แน่นท้อง หรือปวดบริเวณลิ้นปี่ แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นโรคนี้หรือไม่?
ถ้าคุณเคยปวดท้องซ้ำ ๆ แน่นท้อง หรือแสบร้อนบริเวณลิ้นปี่ อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่แค่ท้องอืดธรรมดา เราจะพาไล่ดูตั้งแต่อาการของโรคที่พบได้บ่อย จุดที่ปวดแล้วควรเริ่มระวัง ไปจนถึงสาเหตุ วิธีตรวจ รักษา และการป้องกันเพื่อให้คุณสามารถดูแลตัวเองได้อย่างเหมาะสมค่ะ
หัวข้อที่น่าสนใจ
- อาการของโรคกระเพาะอาหารเป็นยังไง

- อาการแบบไหนที่ควรรีบไปพบแพทย์
- ปวดท้องตรงไหน เข้าข่ายกระเพาะอาหารอักเสบ

- โรคกระเพาะอาหาร คืออะไร
- กระเพาะอาหารอักเสบเกิดจากอะไร
- การวินิจฉัยโรค
- การรักษา
- วิธีป้องกัน

อาการของโรคกระเพาะอาหารเป็นยังไง
คนที่เป็นโรคนี้มักจะมีอาการเกี่ยวกับท้องและการย่อยอาหาร ซึ่งอาการที่พบบ่อย ได้แก่
- ปวดท้องบริเวณลิ้นปี่ หน้าท้องช่วงบน ปวดบ่อย ปวดแบบเป็น ๆ หาย ๆ
- ปวดท้องตอนหิวหรือท้องว่าง และมักจะดีขึ้นหลังจากกินอาหารหรือนม
- จุก เสียด แน่นท้อง รู้สึกอึดอัดบริเวณท้องส่วนบน
- ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอบ่อย รู้สึกไม่สบายท้องหลังอาหาร
- แสบท้องหรือแสบร้อนบริเวณลิ้นปี่ ⚡️
- คลื่นไส้ หรืออาเจียน 🤮
อาการแบบไหนที่ควรรีบไปพบแพทย์
สังเกตตัวเองหากมีอาการถ่ายเป็นเลือด ปวดท้องรุนแรง ช็อก อาเจียนมาก อย่านิ่งนอนใจควรไปพบแพทย์
อาเจียนเป็นเลือดดำ/แดง หรือถ่ายดำ 🩸
หากพบสัญญาณว่าอุจาระเป็นเลือด เช่น มีสีดำ หรือแดง ควรมาพบแพทย์ เนื่องจากอาจบ่งบอกว่ามีเลือดออกในกระเพาะอาหารค่ะ
ปวดท้องรุนแรงและมีภาวะช็อค 😨
ใครที่มีอาการปวดท้องรุนแรง อาจบ่งบอกว่าอาจมีกระเพาะอาหารทะลุ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรักษา
ปวดท้องและอาเจียนมาก 🤮
หากมีการอาเจียนมาก ร่วมกับอาการปวดท้อง อาจเกิดได้จากการอุดตันของกระเพาะอาหารนะคะ
อยากหาหมอทักแชทเลยค่ะ
ปวดท้องตรงไหน เข้าข่ายกระเพาะอาหารอักเสบ
จะมีอาการปวดท้องใต้ลิ้นปี่ เนื่องจากเป็นบริเวณของกระเพาะอาหาร หรืออาจปวดที่บริเวณแถว ๆ บริเวณหน้าท้องช่วงบน
โรคกระเพาะอาหาร คืออะไร 
โรคกระเพาะอาหาร หรือ กระเพาะอาหารอักเสบ คือ อาการอักเสบที่บริเวณของเยื่อบุกระเพาะอาหาร ซึ่งทำให้เกิดการระคายเคือง บวม หรือแดง จึงมักทำให้เกิดอาการปวดท้อง แสบท้อง แน่นท้อง หรือไม่สบายท้อง
โดยทั่วไปไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่ผู้ป่วยจำนวนมากมักมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ หรือเป็นแบบเรื้อรัง ซึ่งอาจรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันได้ หากปล่อยอาการไว้โดยไม่รักษาให้เหมาะสม อาจทำให้เยื่อบุกระเพาะอักเสบรุนแรงขึ้น และเสี่ยงเกิดแผลในกระเพาะอาหารตามมาในภายหลัง
กระเพาะอาหารอักเสบเกิดจากอะไร
มักเกิดจาก กรดในกระเพาะอาหารมากเกินไป หรือ เยื่อบุกระเพาะอ่อนแอลง เมื่อกรดไปกัดผนังกระเพาะ จึงทำให้เกิดการระคายเคืองและอักเสบ จนมีอาการปวด แสบท้อง หรือแน่นท้องตามมา นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคนี้ค่ะ
พฤติกรรมเสี่ยง
- มีภาวะเครียด หรือวิตกกังวล 😣
- ชอบดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- ชอบดื่มเครื่องดื่มคาเฟอีน เช่น ชา และกาแฟ ☕
- การสูบบุหรี่ 🚬
- กินอาหารไม่เป็นเวลา เป็นประจำ

- กินยาแก้ปวด, ยาชุด, ยาลูกกลอน ชนิดที่มีส่วนผสมของแอสไพริน สเตียรอยด์ และยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์
- ชอบกินอาหารเผ็ดจัด และเปรี้ยวจัด 🌶️🍋🟩
การวินิจฉัยโรคกระเพาะอาหาร
แพทย์ทำการซักประวัติคนไข้
- ซักประวัติและสอบถามเกี่ยวกับอาการเจ็บป่วย
- การตรวจร่างกาย เพื่อแยกโรคอื่น ๆ ที่อาจมีอาการคล้ายกัน เช่น โรคถุงน้ำดี หรือโรคตับ
ตรวจทางห้องปฏิบัติการ
- ได้แก่ การตรวจเลือด ตรวจอุจจาระ หรือการตรวจลมหายใจ (Urea Breath Test) เพื่อหาระดับเอนไซม์ Urease ประเมินว่า มีการติดเชื้อเอชไพโลไร (Helicobacter pylori, H. Pylori) หรือไม่
เพราะเชื้อเอชไพโลไรเป็นเชื้อแบคทีเรีย ที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร แผลในกระเพาะอาหาร และมะเร็งกระเพาะอาหารได้ ⚠️
ส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร
- การส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร (Gastroscopy) เป็นวิธีการตรวจที่ช่วยให้สามารถมองเห็นเยื่อบุกระเพาะอาหาร และสามารถตัดชื้นเนื้อตรวจหาเชื้อเอชไพโลไรได้
การรักษา
-
แพทย์ให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง ที่เสี่ยงเป็นโรคนี้
-
รักษาโดยการจ่ายยา โดยต้องรับประทานยาอย่างถูกวิธี และสม่ำเสมอ ติดต่อกันเป็นเวลาประมาณ 4-6 สัปดาห์
-
กรณีที่รักษาแล้วอาการผู้ป่วยไม่ทุเลาลง หรือเกิดภาวะแทรกซ้อน อาจต้องทำการผ่าตัดโดยการส่องกล้องเพื่อการวินิจฉัย และรักษาค่ะ
วิธีป้องกัน👍
- รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
- ดูแลสุขภาพจิต ลดความเครียด เพราะความเครียดอาจกระตุ้นให้กระเพาะสร้างกรดมากเกินไป
- หลีกเลี่ยงการซื้อยามากินเอง โดยเฉพาะยาแก้ปวด ยาแก้อักเสบ หรือยาสเตียรอยด์ ควรใช้ยาตามคำแนะนำแพทย์
- งดสูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์ และจำกัดปริมาณคาเฟอีน
- รักษาและควบคุมโรคประจำตัว ที่อาจเป็นปัจจัยเสี่ยง เช่น โรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร
สรุป
การเข้าใจสาเหตุและอาการของโรคกระเพาะอาหาร เป็นเรื่องสำคัญ เพราะช่วยให้สามารถดูแลและรักษาได้อย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการปรับอาหาร การใช้ยา หรือการปรับพฤติกรรมเพื่อลดความเสี่ยงไม่ให้อาการกลับมาเป็นซ้ำ
หากมีอาการปวดท้องที่เข้าข่าย เช่น ปวดท้องใต้ลิ้นปี่ ปวดท้องบ่อยหรือปวดถี่ จุกเสียด แน่นท้อง การไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยจะช่วยให้รู้สาเหตุที่ชัดเจน และสามารถรักษาได้ตรงโรค ช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวได้
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
พญ.สุพรรษา เหนียวบุบผา
แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป
แก้ไขล่าสุด : 22/01/2026 (ปรับปรุงเว็บไซต์แล้ว)
อนุญาตให้ใช้งานภาพโดยไม่ต้องขออนุญาต เฉพาะในเชิงให้ความรู้ หรือเพื่อการศึกษาเท่านั้น โดยต้องให้เครดิตหรือแสดงแหล่งที่มาของ intouchmedicare.com

EN
MM