วัคซีน ChiroRab (ไคโรแรบ) คือวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าชนิดเชื้อตายที่มีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยสูง ได้รับการยอมรับตามมาตรฐานสากล สามารถฉีดได้ทุกเพศทุกวัย แต่ผู้ที่มีประวัติ “แพ้ไข่ไก่แบบรุนแรง” จึงต้องปรึกษาแพทย์ก่อนฉีดทุกครั้ง
ข้อมูลสำคัญที่คุณต้องรู้
- ChiroRab (ไคโรแรบ) คืออะไร
- ส่วนประกอบ
- ข้อบ่งใช้
- ข้อห้ามใช้

- การให้วัคซีนในหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร
- ข้อควรระวังพิเศษ
- ปฏิกิริยากับยาอื่น
- ขนาดและการให้วัคซีน
- สรุปแนวทางการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

ChiroRab (ไคโรแรบ) คืออะไร
ไคโรแรบ (ChiroRab) คือ วัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าเชื้อตาย (Inactivated rabies virus) ที่ผลิตโดยการเลี้ยงไวรัส (Purified Chick Embryo Cell Rabies Vaccine; PCECV)
มีตัวยาสำคัญคือ: เชื้อไวรัสเรบีส์ (Rabies virus) ชนิดเชื้อตาย (Inactivated rabies virus) ฉีดป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า กรณี “ถูกกัดหรือข่วนมาแล้ว” (ฉีดเพื่อรักษาฉุกเฉิน) และ กรณี “ฉีดป้องกันล่วงหน้า” (ยังไม่ได้ถูกกัด)
ส่วนประกอบ
หนึ่งขวดมีผงยาแห้ง (powder) พร้อมด้วยตัวทำละลาย (solvent) สำหรับละลายผงยาขนาด 1 โด๊ส (1 มิลลิลิตร)
ประกอบด้วย เชื้อเรบีส์ไวรัสชนิดเชื้อตาย (Inactivated rabies virus) สายพันธุ์ Flury LEP เพาะเลี้ยงใน Primary chicken fibroblast cell cultures (PCEC*) มีความแรง ≥ 2.5 ยูนิตสากล
ข้อบ่งใช้
-
การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคพิษสุนัขบ้าก่อนการสัมผัสโรค เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันก่อน ในผู้ที่มีความเป็นไปได้ที่จะได้รับเชื้อพิษสุนัขบ้า ได้แก่ สัตวแพทย์ ผู้ดูแลสัตว์เลี้ยง นักล่าสัตว์ คนงานป่าไม้ พ่อค้าขายสัตว์ คนฆ่าสัตว์ เจ้าหน้าที่ในห้องปฏิบัติการที่ค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้า หรือก่อนที่จะเดินทางไปพำนักเป็นเวลานานในพื้นที่ที่มีโรคพิษสุนัขบ้า
-
การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคพิษสุนัขบ้าภายหลังการสัมผัสโรค เป็นการให้วัคซีนภายหลังสัมผัสกับสัตว์ต่าง ๆ ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าหรือสงสัยว่าจะเป็นโรค หรือภายหลังสัมผัสกับซากสัตว์ที่มีเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า
ข้อห้ามใช้
-
ห้ามรับวัคซีนในผู้ที่มีอาการแทรกช้อนหรือแพ้รุนแรงหลังจากได้รับฉีดวัคชีน ChiroRab ครั้งก่อน
-
ห้ามรับวัคชีนในผู้ที่รู้แน่ชัดว่าแพ้ต่อส่วนประกอบของวัคชีนไคโรแรบหรือผู้ที่แพ้ไขไก่รุนแรง
-
แนะนำให้เลื่อนการฉีดออกไปก่อน (ชั่วคราว) ในกรณีที่มีใช้สูง หรือกำลังเจ็บป่วยติดเชื้อเฉืยบพลัน ควรรอให้หายดีก่อนค่อยมาฉีด เพื่อไม่ให้อาการไข้จากโรคซ้อนทับกับอาการไข้จากผลข้างเคียงของวัคซีน
-
กรณี “ถูกกัดหรือช่วนมาแล้ว” (ฉีดเพื่อรักษาฉุกเฉิน) ไม่มีข้อห้ามเด็ดยาด (ยกเว้นแพ้วัคซีนหรือส่วนผสมในวัคซีน) ไม่ว่าจะเป็นเด็กทารก สตรีมีครรรภ์ ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวร้ายแรง
-
ห้ามให้วัคชีนโดยทางหลอดเลือดเด็ดขาด ในกรณีที่ฉีดยาพลาดเข้าไปในหลอดเลือด อาจมีผลท่าให้เกิดปฏิกิริยาแพ้ยา ซึ่งบางครั้งอาจรุนแรงจนถึงช็อคได้ ให้รีบทำการบำบัด แก้ไขที่เหมาะสมโดยรีบด่วน
-
ไม่ผสมวัคชีนกับอิมมูโนโกลบูลินป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในหลอดฉีดยาเดียวกัน
การให้วัคซีนในหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร
- ยังไม่พบว่าวัคชีนนี้เป็นอันตรายต่อแม่และทารกในครรภ์และหญิงให้นมบุตร
- ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าวัคซีนไคโรแรบสามารถผ่านทางน้ำนมได้หรือไม่ และยังไม่มีรายงานความเสี่ยงต่อทารกที่ได้รับน้ำนมจากมารดา
- จึงแนะนำให้พิจารณาความจำเป็นระหว่างผลประโยชน์ในแง่ป้องกันกับความเสี่ยงก่อนที่จะให้วัคซีนในระหว่างการตั้งครรภ์และการให้นมบุตร
ข้อควรระวังพิเศษ
- ประวัติแพ้ไขไก่หรือเนื้อไก่ แบบรุนแรง (Anaphylaxis): เช่น กินแล้วหายใจไม่ออก หน้าบวม ความดันตก เนื่องจากวัคซีนชนิดนี้สกัดมาจากตัวอ่อนไข่ไก่ ซึ่งหากคุณแพ้ไข่ไก่รุนแรง แพทย์จะเปลี่ยนไปใช้วัคซีนกลุ่มอื่นที่ไม่ได้ทำจากไข่ไก่แทน (เช่น Verorab หรือ Speeda)
- แพ้ยาปฏิชีวนะบางชนิด: ChiroRab อาจมีส่วนประกอบตกค้างของยาปฏิชีวนะกลุ่ม Neomycin, Chlortetracycline wha Amphotericin B หากคุณมีประวัติแพ้ยากลุ่มนี้รุนแรง ควรแจ้งแพทย์
ดังนั้น การฉีดวัคซีนจึงต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิด และเตรียมความพร้อมกรณีที่ต้องให้การรักษาฉุกเฉิน เนื่องจากวัคซีนประกอบด้วย polygline และอาจมีการหลงเหลือของยาปฏิชีวนะ amphotericin B, chlortetracycline, neomycin ซึ่งใช้ระหว่างขั้นตอนการเพาะเลี้ยงเพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์ไวรัส จึงอาจทำให้เกิดการแพ้ได้
ในผู้ที่ทราบแน่ชัดว่าแพ้ต่อส่วนประกอบของวัคซีน แต่จำเป็นต้องได้รับวัคซีนหลังสัมผัสโรค ควรที่จะต้องเตรียมพร้อมไว้เสมอ สำหรับการรักษาอาการช็อคจาก Anaphylactic shock หรือเลือกใช้วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าชนิดอื่น ที่เป็นชนิดเพาะเลี้ยงในเซลล์
การติดเชื้อเพียงเล็กน้อย (เช่น ไข้ต่ำๆ ไอ มีน้ำมูก คัดจมูก ) หรือใกล้ชิดกับผู้ที่เป็นโรคติดเชื้อ ไม่ถือเป็นข้อห้ามใช้
ปฏิกิริยากับยาอื่น
ผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างการรักษาด้วยยากดภูมิคุ้มกันโรค (Immunosuppressive therapy) ผู้ที่มีระบบอิมมูนบกพร่องมาแต่กำเนิด เมื่อฉีดวัคซีนนี้อาจได้ผลในการป้องกันโรคน้อยกว่าปกติหรือได้ผลไม่แน่นอน ควรหลีกเลี่ยงการให้ยากดภูมิคุ้มกันโรคและยาต้านมาลาเรียในระหว่างการใช้วัคซีนนี้ภายหลังสัมผัสโรค
การให้อิมมูโนโกลบูลินป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า (Rabies immunoglobulin) นั้น ควรให้ตามขนาดที่กำหนดเท่านั้น ไม่ควรให้มากกว่าหรือน้อยกว่าขนาดที่แนะนำไว้และไม่ควรให้เกินกว่าหนึ่งครั้ง เนื่องจากอาจทำให้ผลการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคจากวัคชีนลดลง
ขนาดและการให้วัคซีน
ขนาดยา สามารถฉีดวัคซีนให้กับทุกกลุ่มอายุ ขนาดยา 1 โด๊ส คือ 1 มิลลิลิตร
สรุปแนวทางการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
1. กรณีถูกกัดหรือข่วน (ฉีดเพื่อรักษาหลังสัมผัสโรค)
สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยฉีดวัคซีนมาก่อน หรือเคยฉีดแต่ไม่ครบชุด สามารถเลือกวิธีการฉีดได้ 2 แบบ:
- ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (IM): ต้องฉีดทั้งหมด 5 วัน วันละ 1 จุด (ในวันที่ 0, 3, 7, 14 และ 28)
- ฉีดเข้าในผิวหนัง (ID): ต้องฉีดทั้งหมด 4 วัน วันละ 2 จุด (ในวันที่ 0, 3, 7 และ 28)
2. กรณีเคยฉีดวัคซีนครบชุดมาก่อน แล้วถูกกัดซ้ำ (ฉีดกระตุ้น)
ไม่ต้องเริ่มฉีดใหม่ทั้งหมดตั้งแต่เข็มแรก แต่จะพิจารณาจากระยะเวลาที่โดนกัดซ้ำ:
- หากโดนกัดซ้ำภายใน 6 เดือน: ฉีดกระตุ้นเพียงแค่ 1 วัน (ในวันที่ 0) โดยเลือกฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 1 เข็ม หรือเข้าในผิวหนัง 1 จุดก็ได้
- หากโดนกัดซ้ำเกิน 6 เดือนขึ้นไป: ฉีดกระตุ้น 2 วัน (ในวันที่ 0 และ 3) วันละ 1 จุด หรือ สามารถเลือกฉีดแบบเข้าในผิวหนังทีเดียว 4 จุดพร้อมกันในวันที่ 0 ครั้งเดียวจบก็ได้เช่นกัน
3. กรณีฉีดป้องกันล่วงหน้า (ยังไม่ถูกกัด)
สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงหรือต้องการป้องกันตัวล่วงหน้า:
- ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (IM): ฉีด 2 วัน วันละ 1 จุด (ในวันที่ 0 และ 7)
- ฉีดเข้าในผิวหนัง (ID): ฉีด 2 วัน วันละ 2 จุด (ในวันที่ 0 และ วันที่ 7 หรือ 21)
เอกสารอ้างอิง
- เอกสารกำกับยา ไคโรแรบ / ChiroRab PCEC Rabies vaccine
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
พ.ญ.สายนที ปรางค์นอก
แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป
แก้ไขล่าสุด : 23/07/2026
อนุญาตให้ใช้งานภาพโดยไม่ต้องขออนุญาต เฉพาะในเชิงให้ความรู้ หรือเพื่อการศึกษาเท่านั้น โดยต้องให้เครดิตหรือแสดงแหล่งที่มาของ intouchmedicare.com

